เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
Economic รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
ดูทั้งหมด

‘APEC 2022’ กับความสำคัญของ ESG หนุนไทยสู่เป้าหมาย BCG เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสได้อย่างไร?

22 ธ.ค. 2565 | 16:58น.
APEC 2022

ปิดฉากไปแล้ว สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC 2022 ซึ่งหลังจากนี้เป็นต้นไป จะเป็นช่วงเวลาที่ผลลัพธ์จะปรากฏ โดยเฉพาะผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG ที่นำเสนอโดยประเทศไทย

ซึ่งทุกเขตเศรษฐกิจเชื่อมั่นว่าโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green-เศรษฐกิจสีเขียว) จะสร้างการเติบโตของประเทศ และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกได้ และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญ คือ จะเดินหน้าสานต่อการหารือเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์ไม่น้อยจากความร่วมมือนี้

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยเน้นเศรษฐกิจที่นำวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี มาต่อยอดจุดแข็งของธุรกิจ หรือเรียกว่าโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมี 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Bio – Economy คือ การนำทรัพยากรชีวภาพมา ‘ผลิตให้คุ้มค่าที่สุด’โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ขณะที่ Circular Economy เป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีแนวทาง ‘การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด’ โดยของที่ใช้ในการผลิต ต้องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ส่วน Green Economy ใช้ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมรวมถึงการจัดการสภาพสังคมให้ ‘กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด’

สำหรับการประชุมดังกล่าว ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG เป็นหลัก โดยได้หารือแนวทางการใช้ BCG เพื่อส่งเสริมความพยายามของเอเปค ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นเป้าหมายหลัก 4 ข้อ ได้แก่

1) การจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ

2) การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน

3) การบริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืน

และ 4) การลดและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้หากต้องการขับเคลื่อนภารกิจให้ได้ตามเป้าหมาย BCG ต้องอาศัยการทำธุรกิจตามหลักการ ESG ที่ประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้านที่สำคัญ คือ การดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทให้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง เพราะนั่นแปลว่า ธุรกิจมีรูปแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ได้มาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน จึงเป็นธุรกิจน่าสนใจในการลงทุน

จาก ASEAN Summit – G20 – APEC 2022 โลกได้อะไร?

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กลายเป็นภูมิภาคสำคัญของการเมืองโลก สังเกตจากการประชุมสำคัญถึง 3 การประชุมถูกจัดขึ้นในภูมิภาคนี้

ตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2565 ต่อด้วยการประชุมกลุ่ม 20 (G20) ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 15-16 พฤศจิกายน

ก่อนมาสิ้นสุดที่การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation – APEC) ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้จากการประชุมสำคัญทั้ง 3 เวทีนี้ ทำให้ผู้นำมหาอำนาจโลกได้มาพบกัน ด้วยการวางตัวของอาเซียนที่ไม่แบ่งข้างและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ภูมิภาคนี้จึงกลายเป็นพื้นที่กลางและไม่ได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของเวทีภูมิรัฐศาสตร์ ผู้นำพร้อมที่จะเข้ามาเจรจา ปรึกษาหารือกันถึงความสำคัญของอาเซียนในเวทีโลก

จึงเป็นที่คาดหวังว่าการประชุมทั้ง 3 เวทีนี้จะสามารถหาทางออกให้แก่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดระดับโลกให้ผ่อนคลายลง ทั้งจากสงครามทางการเมือง สงครามทางการค้า และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวการโลกร้อน จนส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลกในขณะนี้

ไทยได้อะไร ? จากการเป็นเจ้าภาพเอเปคในครั้งนี้

คำถามสำคัญที่คนไทยหลายคนมีต่อการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย คือ เราได้อะไร จากการประชุมในครั้งนี้

สำหรับประเทศไทย การประชุมเอเปค ทำให้เราได้โอกาสหลายอย่าง

ประการที่ 1 เอเปคเป็นโอกาสที่ไทยได้แสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ เป็นโอกาสที่เราจะได้แสดงให้เห็นจุดเด่นของทิศทางการพัฒนาประเทศของไทย รวมทั้งการแสดง Soft Power ในมิติต่าง ๆ

ประการที่ 2 เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยกำหนดทิศทางใหม่ ๆ ให้กับเอเปค โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นอกเหนือจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19

และประการที่ 3 เป็นโอกาสที่เราจะได้ตอกย้ำความสำคัญที่สุดของการรักษาสันติภาพความมั่นคงท่ามกลางความขัดแย้ง และการแข่งขันในการเมืองระหว่างประเทศ

เป็นเรื่องดีในแง่ที่ไทย ได้พยายามจับเรื่องการค้าเสรีเข้ากับประเด็นใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปรับแนวทางการพัฒนาโดยเน้นความยั่งยืน (Sustainability) มีความครอบคลุม การพัฒนาไปสู่ดิจิทัล ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน เป็นต้น

ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลก โดยกำหนดให้ BCG เชื่อมโยงสู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG เป็นเป้าหมายใหม่สืบต่อจากเจตนารมณ์ของเอเปคที่มีมาก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีการฟื้นการจัดทำเขตการค้าเสรีในเอเชียแปซิฟิก (FTAAP) ด้วยการวางเป้าหมายที่ควรจะเดินต่อไปในอนาคต

APEC 2022 กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ได้จริงหรือ?

หากมองจากที่ผ่านมา เฉพาะการส่งออกระหว่างไทยกับกลุ่ม APEC พบว่ามีมากถึง 72.1% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด โดยตลาดการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ในด้านการท่องเที่ยว ก่อนวิกฤตโควิด-19 ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่ม APEC สูงถึง 28.1 ล้านคน คิดเป็น 70.4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาไทยทั้งหมด

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ คิดเป็น 11.8% ของ GDP ในปี 2562 หรือราว 1.9 ล้านล้านบาท  และนักท่องเที่ยวในกลุ่ม APEC ก็คือกลุ่มใหญ่ คิดเป็น 66.2% ของรายได้ทั้งหมด

ดังนั้น การประชุมผู้นำ APEC 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ จึงเป็นความหวังที่สำคัญมากในการฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 เนื่องจากทั่วโลกได้กลับมาเปิดการเดินทางระหว่างกันอีกครั้ง และการประชุมครั้งนี้ นอกจากการที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ มาประชุมแล้ว ยังได้เดินทางไปท่องเที่ยวสัมผัสกับวัฒนธรรมและอาหารของไทยด้วย ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

อีกประเด็นที่น่าสนใจของไทยที่เป็นผลลัพธ์จากการเข้าร่วม APEC ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาด APEC สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2532 ที่ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง APEC กับอีก 11 เขตเศรษฐกิจ สัดส่วนการส่งออกของไทยไปยัง APEC เพิ่มจาก 63.8% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดในปี 2533 เป็น 72.1% ในปี 2564 โดยเป็นมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2533 เป็น 192.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2564 หรือมีการเติบโตโดยเฉลี่ย (CAGR) อยู่ที่ประมาณปีละ 9.6%

สะท้อนให้เห็นว่า หลังการประชุมครั้งนี้ นอกจากเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาแล้ว ยังจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ๆ ระหว่างกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต ภายใต้แนวทางของความสมดุลและความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งไทยเป็นผู้เสนอ ทำให้เชื่อได้ว่า การเดินทางมาพบปะกันของผู้นำเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่เพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตอย่างแน่นอน

ตลาดหุ้นยั่งยืนโตขึ้น 72 % มูลค่าตลาดรวม 14 ล้านล้านบาท

การเติบโตของการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด ESG นอกจากจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผลการดำเนินงานด้าน ESG มีความเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางการเงิน (Financial Performance) ของธุรกิจที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ESG ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน ฝุ่นพิษ มลภาวะจากขยะ รวมถึงผลกระทบจากปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปัญหาสิทธิมนุษยชน

โดยจะเห็นได้จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ในปี 2565 มีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment : THSI) 170 บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 144  บริษัทในปี 2564  โดยหุ้นยั่งยืนมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 14 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 72% ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มบริการ 33 บริษัท กลุ่มทรัพยากร 28 บริษัท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 27 บริษัท

ด้าน คุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้มุมมองว่า สิ่งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน ด้านผู้ลงทุนก็ตื่นตัวและลงทุนโดยใช้ข้อมูลด้าน ESG ประกอบการตัดสินใจลงทุน ควบคู่ไปกับข้อมูลผลประกอบการทางการเงิน

ซึ่งสอดรับกับตัวเลขข้างต้นที่สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมุ่งมั่นกับการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอด และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainability) ของธุรกิจในระยะยาว

ESG กรีนดิสรัปชันตัวใหม่ ใครไม่ปรับตัวให้ทัน อาจถูกทิ้ง

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน (Sustainability) หลายธุรกิจเกิดการ Green Disruption เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ การพัฒนาของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก้าวกระโดด แต่ในทางกลับกัน กลับส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นทุกวัน จึงเกิดเป็นเทรนด์การรณรงค์ใช้พลังงานทางเลือกรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการส่งเสริมให้ปรับใช้แนวคิด ESG อย่างกว้างขวาง

ยกตัวอย่างบริษัทที่ปรับตัวโดยใช้ โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไปสู่แนวทาง ESG เช่น  บริษัท บี เอส กล๊าสรีไซคลิ่ง จำกัด อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้า Reuse และ Recycle ที่เน้นการใช้ทรัพยากรตลอดกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้บริษัทได้ขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสร้างโมเดลคัดแยกขยะ และสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และรู้คุณค่าของขวดแก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งยังมีการร่วมมือกับแพลตฟอร์มเก็บข้อมูล เพื่อการจัดการขยะที่นำสู่การรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่าง GEPP Sa-Ard (เก็บ สะอาด) ช่วยให้คนสามารถแยกและขายขยะรีไซเคิลอย่างขวดแก้วหรือเศษแก้วได้อย่างง่ายดาย และยังเชื่อมโยงให้บริษัทเข้าถึงคนที่อยากขายขวดแก้วได้สะดวกยิ่งขึ้น เพียงทักไลน์ หรือติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน GEPP ก็จะมีรถไปรับซื้อถึงที่เลยทีเดียว

อ่านบทสัมภาษณ์ บริษัท บี เอส กล๊าสรีไซคลิ่ง จำกัด :

บี เอส กล๊าสรีไซคลิ่ง’ สร้างธุรกิจขวดแก้วรีไซเคิล ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยโมเดล Circular Supply Chain

อีกหนึ่งตัวอย่างการปรับธุรกิจสู่แนวคิด ESG เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ คือ บริษัท มหาชัยซีฟู๊ด โฮลดิ้ง จำกัด ธุรกิจคลังสินค้าอาหารแช่แข็ง  โดยรับฝากอาหารแช่แข็ง  คืออีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทที่นอกจากจะใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดให้สินค้าและบริการเติบโต ผู้บริหารยังมุ่งเน้นเรื่อง Sustainability ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เนื่องด้วยในการประกอบธุรกิจห้องเย็น ต้นทุนหลัก ๆ คือค่าไฟฟ้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 9 แสน – 1 ล้านบาท หลังจากที่ติดตั้ง Solar Rooftop สิ่งที่ได้คือช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงประมาณ 30%   และยังได้พลังงานสะอาด เพราะไม่มีการเผาไหม้ จึงไม่มีการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ เช็คผ่านแอปพลิเคชันได้ ยกตัวอย่างปีที่ผ่านมา มหาชัยซีฟู๊ด โฮลดิ้ง มีการเก็บข้อมูลการลดจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนของเราลดลง 400 คาร์บอนเครดิต

อ่านบทสัมภาษณ์ บริษัท มหาชัยซีฟู๊ด โฮลดิ้ง จำกัด :

ลดค่าไฟ-ใส่ใจโลก ‘มหาชัยซีฟู๊ด โฮลดิ้ง’ เปลี่ยนหลังคาโรงงาน เป็นอาคารผลิตไฟฟ้า

โชว์ศักยภาพธุรกิจการเงินไทยสู่ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค

การประชุมผู้นำ APEC 2022 นอกจากเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแล้วยังส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน รวมถึงความร่วมมือต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมอย่างยั่งยืน

โดย ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ได้นำเสนอภายใต้แนวคิด ‘Creating Value for a Sustainable Future’ หรือ ‘สรรค์สร้างคุณค่าสู่อนาคตที่ยั่งยืน’ ตามเจตนารมณ์ของธนาคารที่ต้องการเป็น ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ ด้วยการเป็นมากกว่าผู้ให้บริการทางการเงิน ที่ต้องการพาลูกค้าเปิดประตูสู่โอกาสการค้าการลงทุน ผ่านเครือข่ายบริการที่ครอบคลุม เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในระดับภูมิภาค สร้างการเติบโตที่สมดุล คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน(Sustainability)

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหัวข้อหลักของเอเปค 2565 ที่กำหนดไว้ว่า ‘Open. Connect. Balance’ หรือ ‘เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล’ ธนาคารจึงได้นำเสนอเนื้อหาต่าง ๆ ที่สอดรับกับหัวข้อหลักดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย

Open คือ การเปิดกว้างสู่ทุกโอกาสด้านการค้าและการลงทุน

ด้วยเครือข่ายสาขาในต่างประเทศ มากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุม 14 เขตเศรษฐกิจสำคัญของโลกโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ธนาคารมีสาขาครอบคลุมถึง 9 ประเทศ จากสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ จึงมีศักยภาพและความพร้อมที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและธุรกิจต่าง ๆ ที่สนใจไปสู่ตลาดการลงทุนต่างประเทศ รวมถึงเปิดต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและอาเซียนด้วยเช่นกัน

Connect คือ เชื่อมโยงในทุกมิติเพื่อฟื้นฟูการเดินทางระหว่างกันที่สะดวกและปลอดภัย

ธนาคารกรุงเทพ สามารถต่อยอดธุรกิจหลักในด้านบริการทางการเงิน มาสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านระบบชำระเงินข้ามประเทศในระดับภูมิภาค โดยได้ร่วมพัฒนา Cross-Border QR Payment บริการชำระเงินระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีก 5 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และกัมพูชา ให้สามารถชำระค่าสินค้าและบริการแบบข้ามประเทศด้วยสกุลเงินของประเทศตนเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ลดความยุ่งยากในการพกพาเงินสด และการแปลงสกุลเงิน

Balance หรือ ส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เน้นสร้างสมดุลในทุกด้านมากกว่าสร้างกำไร

ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพนับเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการด้านจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability)

การจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (ESG Debentures) ทั้งการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หุ้นกู้เพื่อพัฒนาสังคม และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน เป็นมูลค่าประมาณ 37,200 ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ดังกล่าวของตลาดทุนไทยรวมที่ 56,700 ล้านบาท

ตลอดจนการเป็นผู้นำด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว จีน และประเทศอื่น ๆ โดยปัจจุบัน สินเชื่อเพื่อพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนกำลังการผลิตคิดเป็น 27% ของกำลังการผลิตจากสินเชื่อด้านพลังงานโดยรวม และคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้สะท้อนเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย จากผลกระทบที่ยืดเยื้อจากโควิด-19 และความท้าทายใหม่ด้านแรงงาน รวมถึงแรงกดดันให้ธุรกิจเร่งดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ภาคธุรกิจตระหนักแล้วว่าคือปัจจัยลบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความท้าทายต่างๆ เหล่านี้หากทำความเข้าใจและปรับมุมมองใหม่ ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจที่จะนำพาธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน (Sustainability)

ที่มา

https://www.facebook.com/APECThaiPrompt

https://www.bangkokbanksme.com/en/bsglassrecycling-recycled-glass-bottle-business

https://www.bangkokbanksme.com/en/10focus-mahachai-seafood-holding-solar-rooftop

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมเป็นเจ้าบ้านต้อนรับสมาชิกเอเปค 2022 โชว์ศักยภาพธุรกิจการเงินไทย สู่ ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค

https://www.businesseventsthailand.com/th/press-media/news-press-release/detail/1469-apec-2022-under-the-concept-of-bcg

https://www.set.or.th/th/about/setsource/news-release/article/99-thsi

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333