“บีต้า” ร่วมทัพดีพร้อม ย้ำอัตลักษณ์ไทย ในโครงการ “DIPROM Thailand Textiles Tag”
ครั้งแรกสำหรับโรงงานทอผ้า “บีต้า” ที่ออกมาเปิดศึกเกมรุกรอบทิศ ขานรับนโยบายส่งเสริมตลาดในธุรกิจกลุ่มการ์เมนท์ ที่แม้จะมีสภาวะการแข่งขันรุนแรง ตั้งแต่การดัมพ์ราคา และการใช้นวัตกรรมเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เข้ามาแข่งขัน แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่าง “บีต้า” แบรนด์คนไทยแท้ สั่นคลอนแต่อย่างใด …..เดินเกมเข้าร่วมกิจกรรมดีพร้อมพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม (DIPROM Thailand Textiles Tag) ตั้งแต่ภาคการผลิต ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ หวังยกระดับแบรนด์และตอกย้ำความเป็นอัตลักษณ์ไทย ด้วยการส่งผ้าไทยสำเร็จรูปเข้าตีตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม ผงาดในตลาดการ์เมนท์ไทย ในปี 2566 ตั้งเป้าเติบโตในตลาดอาเซียน ราว 20-25 %
นาย เอกสิทธิ์ ศรีชวาลา กรรมการ บริษัท โรงงานทอผ้าบีต้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจนอกจากจะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับเกมตลาดแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องต่อสู้แบบมีพันธมิตร เรามองว่ารัฐเองก็ส่งเสริมในภาคธุรกิจหลายด้านด้วยกัน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม (DIPROM Thailand Textiles Tag) ปี 2566 โดยได้รับองค์ความรู้ด้านการผลิต และทางดีพร้อมมีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผ้าและวัตถุดิบที่ใช้ผลิต ขั้นตอนการผลิตต่างๆ รวมถึงการควบคุมคุณภาพการผลิต จนผ่านการรับรองมาตรฐานและได้ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย หรือ Thailand Textiles Tag ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเอสเอ็มอี ที่ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผ้าไทยโรงงานทอผ้าบีต้าเป็นหนึ่งในผู้นำในการทอผ้าไหมทอลาย ผ้าฝ้าย ผ้าไหมจิตรลดา ผ้าตาด ผ้าดิ่นทราย ผ้า Songket ฯลฯ เรามีทีมดีไซเนอร์ออกแบบลายผ้าเป็นจำนวนมากและเชี่ยวชาญด้านศิลปะและงานฝีมือจากประเพณีต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างแบรนด์ผ้าพื้นเมืองให้กับลุกค้าของเราด้วยแบบลายผ้ากว่า 1,000 แบบพร้อมสต็อกให้เลือกจากแบรนด์ผ้าของโรงงานในนาม DDD Couture สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ผ้าพื้นเมืองมีจำหน่ายทั้งแบบขายปลีกและขายส่ง ทั้งแบบชิ้นสำเร็จรูปและแบบม้วน ผ้าผลิตขึ้นในรูปแบบต่างๆ เช่น โพลีเอสเตอร์ 100% โพลีเอสเตอร์/ผ้าฝ้ายผสม เส้นด้ายโบรเคดเมทัลลิก 100% และอีกมากมาย
เรามีความกว้างของผ้าตั้งแต่ 36 นิ้ว ถึง 72 นิ้ว ผ้าไหมเทียม และด้ายเส้นใยที่ออกแบบเป็นผ้าไทยในรูปลักษณ์สไตล์ต่างๆ ที่บริษัทฯ เน้นเป็นพิเศษ มองว่าเป็นโอกาสที่จะมีป้าย Thailand Textiles Tag รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ จะเป็นใบเบิกทางในการทำตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นอัตลักษณ์ไทย และการการันตีคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อีกด้วย

นายเอกสิทธิ์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า กว่า30 ปีที่บีต้า เริ่มต้นธุรกิจขึ้น ต้องมีการปรับตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม การดีไซน์ การออกแบบ การลงทุนเครื่องจักร และอื่นๆ รวมถึงรูปแบบการทำตลาดที่ปรับตัวเน้นไปดิจิทัล หรือโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเราจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยตลาดหลักจะมีที่ประเทศไทย 50 % ตลาดต่างประเทศ 50% ได้แก่ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา มาเลเซีย ซึ่งมีการเติบโดทุกปีต่อเนื่อง โดยปีนี้เราเข้าร่วมกับภาครัฐ คาดจะทำให้ตลาดส่งออกเติบโตเพิ่มมากขึ้น ราว 20-25 %
ปัจจุบันการที่เราจะเข้าสู่ตลาดสากลได้ เราต้องมีความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะการทำงานผนึกกับภาครัฐ สำหรับปี 2566 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีโครงการสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ที่มีสิ่งทอเป็นองค์ประกอบ จึงได้เข้าร่วมโครงการดีพร้อมพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม (DIPROM Thailand Textiles Tag) เพื่อขอรับเครื่องหมายคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย (Thailand Textiles Tag) รวมทั้งรับคำแนะนำปรึกษา การทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ภายใต้ข้อกำหนดกิจกรรมอบรมความรู้ด้านการตลาด การออกตลาด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
“โรงงานทอผ้าบีต้า ได้รับแรงผลักดันจากนวัตกรรมใหม่ๆที่ล้ำสมัยมาโดยตลอด และเรามุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ด้านล่างนี้คือเทคโนโลยีผ้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทีมงานของเราสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์จำนวนมาก”
นายเอกสิทธิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “อยากเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ เพราะฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย หรือ Thailand Textiles Tag นั้น เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) และได้รับการพัฒนาคุณภาพโดยผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล เป็นการสร้างโอกาสเพื่อให้แข่งขันได้ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงความแตกต่างของลักษณะคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าประเภทเดียวกัน เป็นการรณรงค์ให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและตระหนักถึงการเลือกซื้อ เลือกใช้สินค้าคุณภาพที่ผลิตในประเทศไทย อันมีผลช่วยส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายภายในประเทศ และผลักดันให้เศรษฐกิจของชาติมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”
