เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ก้าวข้ามข้อจำกัด เพราะใจรักในดนตรี มีความมุ่งมั่น

15 ส.ค. 2566 | 17:35น.
ก้าวข้ามข้อจำกัด เพราะใจรักในดนตรี มีความมุ่งมั่น

ก้าวข้ามข้อจำกัด เพราะใจรักในดนตรี มีความมุ่งมั่น

เส้นทางสู่ประตูความสำเร็จของคนในโลกมืด  เพราะมีใจรักในดนตรี ความพิการทางสายตาจึงไม่ใช่ข้อจำกัดของน้อง ๆ เด็กนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่เคยย่อท้อ แม้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนปกติในการเรียนรู้และฝึกฝน ซึ่งทำให้ในวันนี้หลายคนก้าวข้ามความพิการไปสู่ความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจ และพร้อมจะส่งต่อโอกาสให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม ผ่านคอนเสิร์ตการกุศล “สายใยดุจสายฝน”

ความมุ่งมั่นเรียนรู้ในศาสตร์ของการร้องเพลง ทำให้ “น้องไข่มุก พัชรีวรรณ จินาเพศ” สามารถยืนอยู่บนทางสายอาชีพนักร้องได้อย่างน่าภาคภูมิใจ กับเสียงสดใสที่สามารถร้องเพลงได้เกือบจะทุกแนวดนตรี แต่แนวที่ถนัดมากสุดเห็นจะเป็นแนวเพลงลูกทุ่งและลูกกรุง ซึ่งเธอรู้สึกยินดีมากที่มีโอกาสได้กลับมาช่วยงานโรงเรียนสอนคนตาบอด และมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยรับหน้าที่เป็นนักร้องอีกคนหนึ่งในงานคอนเสิร์ตการกุศล “สายใยดุจสายฝน”

ไข่มุก หลงใหลในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มค้นหาตัวเองตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด จนตัดสินใจได้แน่วแน่แล้วว่าจะเอาดีด้านการเป็นนักร้องอาชีพในช่วงวัยมัธยม จากนั้นจึงฝึกฝนตัวเองเรื่อยมา พยายามศึกษาจากรุ่นพี่ที่มีความสามารถ และไขว่คว้าหาคนมาช่วยสอนเพื่อเพิ่มทักษะการร้องเพลงในระดับที่สูงขึ้น จนปัจจุบันมีอาชีพเป็นนักร้องเต็มตัว หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“หนูเริ่มเรียนร้องเพลงตั้งแต่อยู่อนุบาล ได้พื้นฐานการร้องเพลงมาจากโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งกว่าจะก้าวสู่นักร้องอาชีพได้ต้องใช้ความมุ่งมั่นมากพอสมควร และต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนปกติ เพราะการร้องเพลงเราต้องสามารถสื่อถึงอารมณ์ของเพลงและท่าทางต่อหน้าผู้คน ทำให้ต้องปรับตัวในเรื่องบุคลิกและการเข้าสังคม แต่โชคดีที่มีเพื่อนที่ดี และได้รับโอกาสการสนับสนุนในการออกไปร้องต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก”

ไข่มุก บอกว่า โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต และมอบโอกาสให้ได้มีอาชีพมาจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งยินดีที่ได้ช่วยงานมูลนิธิ เพราะอยากสนับสนุนให้น้อง ๆ รุ่นต่อไป มีโอกาสทำตามความฝัน อยากให้คนที่ยังสับสนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดีหาตัวเองเจอ และการได้กลับมาช่วยเหลือทางโรงเรียน ก็ทำให้รู้สึกอิ่มใจที่ได้มีส่วนในการสร้างโอกาสให้น้อง ๆ ได้เรียนต่อ มีอนาคตที่พวกเขาจะสามารถสานฝันของตัวเองต่อไปได้

ด้าน “น้องเชเว่น” พีรพงศ์ วัชระ” วัย 16 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสอนคนตาบอดที่มีความชื่นชอบทางด้านดนตรี มีความสนใจในด้านการแต่งเพลง และร้องเพลง จนมีช่องยูทูป ช่อง SEVEN CH เป็นของตนเอง ทำเดโมเพลงจากแอปพลิเคชันในมือถือได้และมีความตั้งใจที่จะปล่อยซิงเกิลเพลงของตัวเอง มีเป้าหมายที่จะมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับด้านดนตรี โดยชื่นชอบการมิกซ์เพลงสไตล์ อะแคปเปลลา (Acapella) เป็นพิเศษ

“โรงเรียนแห่งนี้สอนผมทุกอย่าง และมอบโอกาสในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ได้มีโอกาสไปขับร้องเพลงในงานต่าง ๆ และการแข่งขันร้องเพลง ทำให้คิดว่าจะสามารถต่อยอดเป็นโอกาสอื่น ๆ ต่อไปได้อีก ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับดนตรี เพราะชอบมาตั้งแต่เด็ก บางอย่างเราก็ทำได้เพราะชอบ แต่บางอย่างก็ยังต้องพยายามปรับตัวไป เช่น เรื่องของบุคลิก ซึ่งผมคิดว่าเรายังเป็นตัวของตัวเองเกินไป แต่การปรับตัวและการเรียนรู้ทุกอย่างก็จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป คือจะไม่บีบบังคับตัวเองมากไป สำหรับงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสของผมที่จะได้แบ่งฝันทุกรอยยิ้ม และความสุข ตลอดจนประสบการณ์ของผมให้กับทุก ๆ ความสุขของผมก็คือ การได้ทำเพลงให้ทุกคนได้ฟังและมีคนติดตามผม” เซเว่น กล่าว

ปิดท้ายด้วย “น้องมิน มินญาดา ปีบ้านใหม่” สาวน้อยวัย 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสอนคนตาบอด ที่มีความสามารถในงานด้านศิลปะ และการร้องเพลง ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นนักร้องประสานเสียงในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย ซึ่งนอกจากจะชอบการร้องเพลงแล้ว เธอยังชอบการวาดภาพ และขณะนี้กำลังฝึกฝนเพื่อทำผลงาน ดิจิทัล อาร์ท

“โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นสถานที่ฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิต การวาดภาพ และการร้องเพลง แถมยังได้รับโอกาสในการออกไปหาประสบการณ์ ส่งผลงานประกวด เช่น ปีที่แล้ว (2565) ได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ระดับประเทศในการประกวดงานศิลปะเล่าเรื่อง จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งหนูจะพยายามต่อไปในทุก ๆ เรื่องที่ชอบ หรือหากเรียนจบจะออกไปสานต่อกิจการขายอาหารตามสั่งของที่บ้าน แต่ก็จะไม่ทิ้งสิ่งที่ตนเองรัก ทั้งการร้องเพลง และการวาดภาพแน่นอน หนูรู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสร่วมในงานคอนเสิร์ต และตื่นเต้นมาก และขอบคุณทางมูลนิธิที่เลือกให้หนูได้มีโอกาสเข้าร่วมงานในครั้งนี้ อยากให้ทุกคนมาให้กำลังใจ มาร่วมกันสานฝันที่มองไม่เห็นให้เป็นจริง ..ทุกท่านจะอิ่มเอมใจและรู้สึกได้ว่า เพียงได้รับโอกาสให้ได้ทำตามความฝันคนตาบอดก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้ใคร..จริงๆ มาร่วมปันความสุขสายใยความผูกพันดั่งสายฝนให้ชุ่มฉ่ำใจอย่างไม่ขาดสายแก่น้องๆ ด้วยกัน “ น้องมินกล่าว

โดยในปีนี้ทางมูลนิธิฯ จึงได้ร่วมมือกับ อาจารย์ดนู ฮันตระกูล  และวงไหมไทยออร์เคสตร้า จัดการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล “สายใยดุจสายฝน” ร่วมด้วยคณะนักร้องประสานเสียงศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ และศิลปินรับเชิญ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ป็อด-ธนะชัย อุชชิน ปาน-ธนพร แวกประยูร สปาย-ภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร ผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ โดยคอนเสิร์ตจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2566 นี้ เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย รายได้จากการจำหน่ายบัตรสบทบทุนโครงการพัฒนาทักษะทางดนตรีของครูและนักเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ    ผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์ www.thaiticketmajor.com ทุกช่องทาง