เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พาณิชย์ถกผู้ส่งออกข้าว จับตาอิรักชะลอ-เอลนีโญดันดีมานด์โลก  

19 มิ.ย. 2569 | 17:09น.

“ศุภจี” หารือสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ติดตามสถานการณ์ค้าข้าวโลก หลังตลาดเผชิญการแข่งขันสูง-อิรักชะลอนำเข้า-เอลนีโญดันความต้องการสะสมสต๊อก ย้ำเดินหน้าเป้าส่งออกข้าวปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน พร้อมบุกตลาดใหม่แอฟริกา ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง ใช้ FTA เพิ่มโอกาสทางการค้า ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจา G to G จีนอีก 460,000 ตัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ว่ากระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ทั้งนี้ การส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคำสั่งซื้อรองรับผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดข้าวโลกที่ยังมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

แม้ตลาดข้าวโลกปีนี้มีความท้าทายหลายด้าน แต่ข้าวไทยยังได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดศักยภาพ

กระทรวงพาณิชย์จะทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า เช่น เปรูและชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยในเร็ว ๆ นี้จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรู เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูตและอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดดังกล่าวแล้ว

นางศุภจีกล่าวว่า ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ และการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต

ขณะเดียวกันจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ

สำหรับสถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาค และแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน

ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก

แม้อิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ทำให้การส่งมอบสินค้าชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ

ขณะเดียวกัน หลายประเทศได้เข้ามาซื้อข้าวไทยเพื่อชดเชยความต้องการในตลาดโลก ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น

นายชูเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวภายในโควตาไปยังตลาดยุโรปให้เพิ่มขึ้น ภาคเอกชนเสนอให้เจรจาสัดส่วนโควตาการส่งออกต้นข้าวให้มากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ไทยส่งออกต้นข้าวไปตลาดยุโรปมากกว่าปลายข้าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือกับฝ่ายยุโรปต่อไป

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมเร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย

เป้าหมายคือการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G กับ COFCO ของรัฐบาลจีนอีก 460,000 ตัน พร้อมวางแผนเปิดเกมรุก นำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย

ล่าสุด กรมได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยไปเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคม 2569

นางอารดากล่าวว่า กรมมั่นใจว่าการดำเนินงานเชิงรุก ควบคู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย และสนับสนุนให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 บรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตันตามที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ไทยยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพข้าวไทย และศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพสำคัญของโลก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเร่งสร้างตลาดใหม่ ลดความเสี่ยงจากตลาดเดิม และดึงคำสั่งซื้อกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อพยุงรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน