เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ศุภจี แจงสภาฯ ปมข้าวโพดอาหารสัตว์ ยันไม่เพิ่มโควตานำเข้า

12 มิ.ย. 2569 | 07:18น.

“ศุภจี” แจงสภาฯ ปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยืนยันรัฐบาลดูแลเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังอยู่ภายใต้กรอบ WTO และเงื่อนไข 3 ต่อ 1 ไม่มีเพิ่มโควตา พร้อมยืนยัน MOU เอกชนไทย-สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุนำเข้าข้าวโพด GMO เตรียมชง นบขพ. ทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำ ดูแลพื้นที่ห่างไกล-พื้นที่สูง-แปลงเล็ก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ส.ส.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และความกังวลเรื่องข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ทั้งนี้ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ ไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินกว่ากรอบโควตา

นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.3 ล้านตัน ทำให้ยังจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว โดยที่ผ่านมาไทยใช้วัตถุดิบทดแทนภายในประเทศ ทั้งปลายข้าว มันเส้น และมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน

ภายหลังรัฐบาลประกาศมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตที่ปลอดการเผาและตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงถึง 49% เนื่องจากมีการตรวจสอบแหล่งผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด

“เมื่อการนำเข้าจากแหล่งเดิมลดลง ผู้ประกอบการอาหารสัตว์จึงจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและป้องกันปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้” นางศุภจีกล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่การเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม

การนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้กรอบ WTO และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วน ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน

สำหรับกรอบการนำเข้าภายใต้ WTO อยู่ที่ 1 ล้านตันในปี 2569 และเมื่อรวมเงื่อนไขการรับซื้อในประเทศ จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังจะคงการกำหนดช่วงเวลาการนำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย

นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% สำหรับพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท

ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่สูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าแรงงานปรับตัวสูงขึ้น จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

พร้อมกันนี้ จะหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากพื้นที่หลัก 5 จังหวัด ทั้งพื้นที่สูง พื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ที่มีต้นทุนการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่เป้าหมาย

“เราทราบดีว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่สูง ซึ่งมีต้นทุนด้านการขนส่งและการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่หลัก กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับคณะกรรมการ นบขพ. เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการเข้าซื้อผลผลิตและลดภาระต้นทุนของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว” นางศุภจีกล่าว

สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับข้าวโพด GMO นางศุภจียืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ภาคเอกชนไทยลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นการระบุถึงความร่วมมือในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้องตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืชจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้น และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2553 และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตรของประเทศ

“กระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ รวมทั้งกำชับให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่รัดกุม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและการเพาะปลูกภายในประเทศ” นางศุภจีกล่าว

นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศเชิงบวกในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ ในช่วงที่มีการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยการที่ภาคเอกชนไทยแสดงเจตนารมณ์ในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสะท้อนความตั้งใจของไทยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว

“การลงนาม MOU ดังกล่าวยังไม่ได้เป็นการซื้อขายสินค้า แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ อีกด้วย” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยการนำเข้าทุกกรณีต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด ไม่มีการเพิ่มโควตานำเข้า และมีกฎหมายกำกับดูแลที่รัดกุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และรายได้ของเกษตรกรไทย