สุขภาวะแรงงานสตรีไทย ฐานรากที่สำคัญของครอบครัวและสังคมไทย
“แรงงานสตรี” เป็นฐานรากอันสำคัญของครอบครัว และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 พบว่า มีสตรีไทยมากกว่าครึ่ง คือร้อยละ 58.6 ของสตรีทั้งหมด หรือ 17.82 ล้านคนมีส่วนร่วมในแรงงานของประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลที่ผ่านมาแรงงานในภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 80-90 เป็นแรงงานสตรีในภาคการผลิตสินค้าส่งออกกลุ่มสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และเครื่องใช้ไฟฟ้า
อีกทั้งพบว่า การทำงานของสตรีมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือรายได้และสุขภาวะ (well-being) ของครอบครัว ส่งผลให้แรงงานสตรีส่วนใหญ่ต้องรับภาระสองด้านทั้งการดูแลครอบครัวและการทำงาน ต้องขวนขวายทำงานเพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ทำให้สตรีละเลยต่อสุขภาพตนเอง มีภาวะเครียด ไม่สามารถรักษาสมดุลของชีวิตครอบครัวและการทำงาน ประกอบกับคนรุ่นใหม่มีค่านิยมการอยู่เป็นโสด แต่งงานช้าลง ชะลอการมีบุตร ทำให้มีบุตรจำนวนน้อยลง สอดคล้องกับผลสำรวจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมาที่พบว่า อัตราเกิดน้อยกว่าอัตราตาย โดยในปี พ.ศ. 2565 พบอัตราเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 1.08 และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2626 จำนวนประชากรของประเทศไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งคือ เหลือเพียง 33 ล้านคน ส่งผลกระทบด้านโครงสร้างและภาระทางสังคม เกิดปัญหาด้านการลงทุนและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพราะขาดแคลนแรงงานได้

“ในยุคเกิดน้อยกว่าตาย” สุขภาพของมารดามีความสัมพันธ์กับสุขภาพของทารกในครรภ์ ดังนั้น การดูแลให้สตรีมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมทั้งในระยะก่อนตั้งครรภ์และระยะตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ “เด็กเกิดน้อยแต่ไม่ด้อยคุณภาพ” ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า สตรีทำงานอาจมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในระยะก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การคุมกำเนิดที่ไม่มีประสิทธิภาพ การขาดการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผน การมีภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ที่อาจรบกวนรอบประจำเดือน กระบวนการปฏิสนธิและการฝังตัว การเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ การทำงานที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ในระยะก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง ความผิดปกติของประจำเดือน หรือภาวะมีบุตรยาก การแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย ทารกมีความพิการแต่กำเนิดหรือมีปัญหาพัฒนาการ ในสตรีวัยเจริญพันธุ์บางรายเมื่อตั้งครรภ์อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเบาหวานและภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การปวดหลัง อาการบวม เป็นต้น นอกจากนี้ สตรีทำงานยังเผชิญความเครียดและความกดดันในขณะทำงานและการดูแลครอบครัว การขาดแคลนสวัสดิการที่ช่วยคุ้มครองความเป็นมารดาและการเลี้ยงดูเด็ก การขาดความรู้และทักษะในการจัดการความไม่สุขสบายในระหว่างการตั้งครรภ์ การฟื้นฟูสภาพร่างกายของตนเองในระยะหลังคลอด การผสมผสานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับการทำงาน และการเลี้ยงดูบุตร ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพตนเองและบุตร มีภาวะเครียด มีอารมณ์เศร้า และภาวะซึมเศร้าได้
ประเทศไทยยังคงเผชิญกับประเด็นท้าทายเกี่ยวกับสุขภาพสตรีและเด็ก ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2562 พบว่าสตรีวัยเจริญพันธุ์มีภาวะเลือดจางร้อยละ 22.7 มีค่าเฉลี่ยไอโอดีนในปัสสาวะ 145 ไมโครกรัมต่อลิตรซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ได้รับวิตามินเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และโฟลิกร้อยละ 73.65 (เป้าหมายร้อยละ 100) ในส่วนของเด็กนั้น มีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในเป้าประสงค์ที่ 2.2 คือ ลดการเกิดภาวะเตี้ยแคระแกร็น (stunting) ภาวะผอมแห้ง (wasting) และภาวะน้ำหนักเกิน และมีเป้าหมายการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สอดคล้องกับองค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกคือ ให้เด็กกินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ร้อยละ 50 ในปี พ.ศ. 2568 และร้อยละ 70 ในปี พ.ศ. 2573 ตลอดจนให้เด็กกินนมแม่ต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี และอย่างไรก็ตามผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565 พบว่า ทารกแรกเกิดมีภาวะน้ำหนักน้อย เตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง และน้ำหนักเกิน ร้อยละ 10.3, 12.5, 7.2 และ 10.9 ตามลำดับ ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่สามารถลดลงได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งเด็กไทยได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงอายุ 6 เดือนแรก เพียงร้อยละ 28.6 สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเต็มที่ ในการช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน และการมีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สูงขึ้น
การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อส่งเสริมสุขภาพหญิงวัยเจริญพันธุ์ในกลุ่มทำงานจึงน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญในการช่วยตอบโจทย์ปัญหา “คุณภาพของประชากรไทย ในยุคเกิดน้อยกว่าตาย” ตามที่ยุทธศาสตร์ของประเทศมุ่งสร้างคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็ง และ “คุณภาพของสถานประกอบการ ในยุคพัฒนาคน พัฒนาชาติ” ด้วยการคำนึงถึง ผลประโยชน์อันจะเกิดขึ้นกับสถานประกอบการ ในการปฏิบัติตามหลักปฏิบัติ ESG (Environment, Social, Government) ขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นของการมีสวัสดิการดูแลพนักงานและสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงาน ทำให้บริษัทลดความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง ลดอัตราการลาออก ลดต้นทุนการฝึกพนักงานใหม่ ตลอดจนเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของสินค้าต่อพนักงานได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลกำไรและเพิ่มมูลค่าของบริษัท เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ผู้ลงทุนใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนกับผู้ประกอบธุรกิจ และมีส่วนช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนด้านสุขภาวะเชิงนโยบายเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการสร้างองค์ความรู้ที่ช่วยในการขับเคลื่อนด้านสุขภาวะเชิงนโยบายที่นำไปสู่การชี้นำสังคมและขับเคลื่อน 17 เป้าหมาย Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหิดล “ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ” มหาวิทยาลัยมหิดล จึงร่วมกับ กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นส่วนงานหลักในการส่งเสริมสุขภาพชีวิตที่ดีของแรงงานสตรีและเด็กตามมาตรฐานสากล ผลักดัน “โครงการสถานประกอบการต้นแบบสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพหญิงวัยเจริญพันธุ์และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” (Healthy Women and Breastfeeding Friendly Workplace Project: WBFW) ที่มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทแกมม่าอินดัสตรี้ส์ จำกัด โดยมุ่งหวังพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบส่งเสริมสุขภาพสตรีและการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เริ่มต้นด้วยการศึกษาสถานการณ์เก็บข้อมูลเชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบด้าน (stakeholders) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความต้องการและบริบทความเป็นจริง และนำมาพัฒนาเครื่องมือที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และไม่เกิดภาระมากเกินไปกับการแบกรับของสถานประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือ เกิดสถานประกอบการต้นแบบที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะของแรงงานสตรีไทย ในยุคเกิดน้อยกว่าตาย ทำให้แรงงานสตรีคงอยู่อย่างมีคุณภาพเป็นฐานรากที่สำคัญของครอบครัวและสังคมไทย ที่เป็นภาพความร่วมมือกันในการ พัฒนาคน พัฒนาชาติ
เอกสารอ้างอิง
ศศิธารา น่วมภา, พรนภา ตั้งสุขสันต์, ฉันทิกา จันทร์เปีย, และวชิรา วรรณสถิตย์. (2563). ประสบการณ์การ
รับบริการฝากครรภ์และการแสวงหาข้อมูลสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ที่ทํางานในโรงงานอุตสาหกรรม
ขนาดใหญ่ : การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยาย. วารสารพยาบาลศาสตร์, 38(4), 44-61.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565: รายงานผลฉบับ
สมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย: สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทย.
Liao, L., & Paweenawat, S. (2018). Labour Supply of Married Women in Thailand: 1985-2016.
PIER Discussion Papers, 88, Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Singh, S., & Pandey, M. (2019). Women-friendly policies disclosure by companies in India.
Equality, Diversity and Inclusion: An International Journal, 38(8), 857–869.