จีเอเบิล ชี้บทบาทใหม่ของ CFO ยุค AI
“จีเอเบิล” ชี้บทบาทใหม่ของ CFO ยุค AI ต้อง “ชี้นำอนาคตองค์กร” ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“จีเอเบิล” ชี้บทบาทของ CFO ในยุค AI ไม่ใช่แค่เก่งบัญชี – การเงิน หากแต่ต้องสามารถ “ชี้นำอนาคตขององค์กร” ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ด้วย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจ ด้วยการปรับ Mindset เปิดรับเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถคาดการณ์ในอนาคตด้วย อีกทั้งต้องเป็นทั้งนักคิดเชิงกลยุทธ์ และผู้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ด้วย (Strategic Thinker & Strategic Decision Maker) และทำให้องค์กรเป็น AI – Human Ready
บทบาท CFO ยุค AI
“บทบาทของ CFO (Chief Financial Officer) นับจากนี้ต่อไปจะมิใช่แค่ทักษะความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินและบัญชี แต่จะต้อง“ชี้นำอนาคตขององค์กร” (Conduct The Future Of Organization) อีกทั้งจะต้องก้าวสู่การเป็น “นักคิดเชิงกลยุทธ์” และ “ผู้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” (Strategic Thinker & Strategic Decision Maker) ให้มากยิ่งขึ้นด้วย” นี่คือประโยคเปิดของ คุณรวีรัตน์ สัจจวโรดม ประธานบริหารสายงานการเงินและกลยุทธ์ (CFSO) บริษัท จีเอเบิล จำกัด มหาชน ถึงบทบาทของ CFO ในยุค AI ครองโลกที่ถูกนิยามใหม่
ด้วยปัจจัยภายนอกที่รุมเร้าทั้งวิกฤติเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่มีความผันผวน ปัญหาการจ้างงาน ดิจิทัลดิสรัปชั่น (Digital Disruption) โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญจาก AI คุณรวีรัตน์ กล่าวถึงผลพวงของตัวแปรดังกล่าวต่อไปว่า “ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวจึงทำให้องค์กรธุรกิจต้องมีความแม่นยำ และแหลมคมมากขึ้น พร้อมทั้งต้องสามารถสร้างผลกำไรได้ในแต่ละไตรมาส ขณะเดียวกัน CFO ก็ต้องแสวงหา New S-Curve หรือ “ธุรกิจที่มีอนาคตใหม่ๆ” ด้วยเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะเสี่ยงและรักษาสมดุลให้ได้กับโมเมนตั้มที่เกิดขึ้นกับอนาคตของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”
“ของต้องมี” ของ CFO
เพื่อชี้นำอนาคตขององค์กร
สำหรับบทบาท “ชี้นำอนาคตขององค์กร” นั้น CFO ยุคใหม่จะต้องปรับตัวและเปิดใจ เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นและสามารถชี้วัดได้กับองค์กร ดังนี้
1) ต้องปรับ Mindset ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงาน แม้ว่าในส่วนนี้จะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีดิจิทัล แต่เมื่อพิจารณาในส่วนของคุณประโยชน์ที่องค์กรที่จะได้รับแล้วนับว่ามีอยู่หลายประการทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องการเงิน และไม่ใช่ส่วนของการเงิน ไม่ว่าจะเป็น Data Analytics, Data Science ระบบ Automation รวมถึง AI การทำ Coding Assistance, Management Report Creation หรือ Contract Review ฯลฯ เพื่อเข้ามาเสริมการทำงานของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ในการสร้างกลยุทธ์องค์กรได้ดียิ่งขึ้น
2) AI-Data Ready + Human Ready การปรับในสองส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน เพื่อให้องค์กรธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากในกระบวนการทำงานในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น องค์กรจะต้องมีข้อมูลต่างๆ ที่พร้อมทำงานกับเทคโนโลยี (AI-Data Ready) ก่อน จึงจะสามารถใช้งานระบบ AI ได้ ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ของตนเองเพื่อรองรับการเติบโตในทิศทางนี้ด้วยการสรรหาคนที่มีประสบการณ์หลากหลายมากขึ้น เช่น Data Analytics หรือ มี Digital Capable มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีในอนาคตได้ นอกเหนือจากคนที่มีทักษะทางด้านบัญชีและการเงิน ทั้งนี้ องค์กรจะปรับตัวได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความพร้อมของ AI-Data Ready และ Human Ready ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ จีเอเบิลเองก็ได้ช่วยให้คำปรึกษาในการเลือกสรรและนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการใช้งานให้แก่ลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ในการทำข้อมูลให้พร้อมใช้งานจริงกับเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย
3) Strategic Thinker CFO ต้องสวมบทของนักคิดเชิงยุทธศาสตร์ด้วย โดยจะต้องเห็นจิ๊กซอว์ชิ้นย่อยๆ อย่างข้อมูลต่างๆ และต่อยอดเป็นภาพใหญ่ได้ ด้วยการนำมาคิดวิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถต่อยอด ปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ขององค์กรต่อไปอะไรได้บ้าง และอย่างไร เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

“ไฟแนนซ์” ยุค AI คือ “ผู้ร่วมงาน”
คุณรวีรัตน์เปิดบริบทใหม่ของงาน CFO ยุคใหม่ต่อไปว่า
งาน “ไฟแนนซ์” ยุคใหม่เป็นยุคที่มี AI เป็น “ผู้ร่วมงาน” (Co-Worker) เพื่อเข้ามาขยายศักยภาพของ CFO รวมทั้งทีมงานบัญชีและการเงินให้สามารถคิด วิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจเพื่อสร้างผลลัพธ์ ใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้ดีกว่าที่เคยทำได้ ซึ่งในวงการเทคโนโลยีเรียกสิ่งนี้ว่า Autonomous Finance ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำงานได้มากกว่าระบบอัตโนมัติ โดยสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์และคาดการณ์ให้กับองค์กรได้ รวมถึงการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ อีกทั้งช่วยให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเงินได้สอดรับกับสถานการณ์ที่ผันผวนได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ การทำงานของ Autonomous Finance มีทั้งงานใน “ส่วนหน้า – ส่วนกลาง – ส่วนหลัง” (Front Office, Middle-Office, Back-Office) โดย “งานส่วนหน้า” จะมี Machine Learning ทำการคาดการณ์กระแสเงินสดและโอกาสในการลงทุน ขณะที่ CFO มี AI เป็นผู้ช่วยเสนอทางเลือกในการระดมทุน โดยได้พิจารณาความเสี่ยงแล้วรอบด้าน เพื่อช่วย CFO ในการตัดสินใจ ขณะที่ “งานส่วนหลัง” ก็มี Virtual Assistant ที่ทำหน้าที่ช่วยจัดการธุรกรรม ต่าง ๆ กับทางลูกค้าและคู่ค้า (Vendor) เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow)
สำหรับ “งานส่วนกลาง” (Middle Office) ก็มีระบบ Smart Contract ที่ช่วยจัดการการเรื่องบัญชีการค้ากับคู่ค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยทุกฟังก์ชันจะทำงานประสานกันโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การบริหารการเงินขององค์กรสร้างและรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
บทบาทของ “จีเอเบิล”
“CFO แห่งอนาคตต้องทำงานเชิงรุกเป็นผู้ตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการประมวลผล คิด วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความหลากหลายซับซ้อนและสามารถนำมาวางแผน หาแนวทาง และตัดสินใจเองได้ มิใช่ทำหน้าที่แค่เป็น “ผู้รักษาประตู” (Gate Keeper) อย่าง CFO ในอดีต
ที่สำคัญ จะต้องเป็นผู้นำที่สามารถเสริมทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินกลยุทธ์และการลงทุนด้านดิจิทัลไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลก็จะช่วยขยายบทบาทของ CFO ในด้านการเป็นพันธมิตรหรือคู่คิดทางธุรกิจให้กับองค์กร และช่วยผลักดันให้ฝ่ายการเงินเป็นเสาหลักในการทำงานเชิงรุก เพื่อนำโอกาสทางธุรกิจและการตลาดใหม่ๆ มาสู่องค์กร เพื่อการเติบโตอย่างได้เปรียบและยั่งยืนกว่าคู่แข่ง”
คุณรวีรัตน์กล่าวว่า “บทบาทดังกล่าวนั้น ต้องบอกว่า ขณะนี้ถือเป็นงานหลักของ จีเอเบิล ที่เข้าไปเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ให้กับลูกค้าในหลากหลายธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะทุกรายล้วนอยาก Go to AI
แต่ถ้า Data ไม่ Ready ก็ไม่สามารถไปต่อกับ AI ไม่ได้ และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ AI-Human Ready ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะดึงศักยภาพของคนและ AI ให้มาทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพที่มากกว่าเดิมได้ และเมื่อคนมีจุดแข็งที่สามารถคิดและตัดสินใจที่ซับซ้อนได้ มีสัญชาตญาณที่สามารถจัดการหรือยืดหยุ่นกับปัญหาและเงื่อนไขต่างๆ ได้ดีกว่า Machine เป็นผู้สร้าง Machine ซึ่ง Machine นั้นจะมีจุดแข็งเรื่องความสามารถทางด้านการคำนวณ การพยากรณ์ การจัดวางกระบวนการ การทำตามกฎเกณฑ์ การตัดสินใจที่ไม่ซับซ้อน รวมถึงการให้คำแนะนำได้ดีกว่า ซึ่งหากประสานจุดแข็งของคนและเครื่องเข้าด้วยกันนี้ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Human-Machine Learning Loop”