ไทยชู 3 หลักรับมือภาษีทรัมป์ ปกป้องเกษตรกร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) เปิดเผยถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตราร้อยละ 19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ในการเจรจาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอท่าทีและยึดมั่นในหลักการสำคัญเพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศอย่างถึงที่สุด คือ 1.ต้องเกิดผลกระทบน้อยที่สุด การเปิดตลาดใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาและการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ 2.ต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่พร้อมจะนำมาใช้ได้ทันที เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรในสินค้าแต่ละรายการ และ 3.ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของไทย การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบของไทย

นอกจากนี้ไทยยังยึดหลักการพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้สหรัฐฯ ดังนี้ (1) เป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิต หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ (2) เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยเคยเจรจาไว้แล้ว (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยเรียกร้องให้นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ (4) จะไม่เป็นการเปิดตลาดโดยทันที แต่ให้มีระยะเวลาในการทยอยเปิดตลาดสำหรับสินค้าบางรายการ

“อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักดีว่าการเปิดตลาดอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรในประเทศบางรายการ อาทิ เนื้อโค และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งอาจมีสินค้าจากสหรัฐฯ เข้ามาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบจากการเปิดตลาดอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งจัดทำมาตรการช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าภาคเกษตรของไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดและก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง” โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวทิ้งท้าย