เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กรมชลประทาน เดินหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี

29 มิ.ย. 2569 | 17:00น.

กรมชลประทาน เดินหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพกรมชลประทาน เดินหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี

กรมชลประทาน เดินหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต 

อุบลราชธานี  เป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน  แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทาย เรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด  เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำชีบรรจบกับแม่น้ำมูล ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระหว่างทางไหลของน้ำ มักเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ  ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ไม่สอดคล้องกับการไหลบ่าของน้ำในฤดูฝน จึงทำให้บางพื้นที่ของลุ่มแม่น้ำมูลเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก  

จากบทเรียนของมหาอุทกภัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2562  ที่จังหวัดอุบลราชานี ได้สร้างผลกระทบ ต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก        กรมชลประทาน จึงได้ศึกษาและออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้ “โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี”  เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ได้รับการแก้ไข และเตรียมความพร้อม รับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม      กรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการตรวจติดตามความก้าวหน้าการสำรวจและออกแบบ โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ว่า  ปัจจุบันโครงการฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและออกแบบรายละเอียด  โดยจะให้ความสำคัญกับข้อมูลทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางการพัฒนาโครงการฯ  สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องมองถึงความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรกรรม การดูแลชุมชน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

โครงการบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี  มีพื้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ,        อ.วารินชำราบ,อ.สว่างวีระวงศ์,อ.นาเยีย,อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเชื่อมโยงกัน         ในลุ่มน้ำมูล  องค์ประกอบของโครงการฯ ประกอบด้วย

1. คลองผันน้ำสายหลัก จะรับน้ำจากห้วยขะยุงและระบายกลับลงสู่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เป็นการขุดคลองใหม่ระยะทาง 86.84 กม. เลียบลำน้ำธรรมชาติเดิมในบางช่วง ซึ่งได้แก่ ห้วยผับ ห้วยยอด   ห้วยตองแวด ห้วยข้าวสาร ลำโดมใหญ่ ห้วยชุมแสง และห้วยกว้าง โดยแบ่งเป็น คลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 1 ทำการขุดคลองผันน้ำใหม่จากห้วยขะยุงไปยังบริเวณห้วยผับ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 400 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 9.68 กม. และคลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 2 ทำการขุดคลองใหม่ต่อจากช่วงที่ 1 จากบริเวณห้วยผับไปสิ้นสุดที่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 77.16 กม.

2. คลองผันน้ำสายรอง จะทำการขุดคลองใหม่โดยรับน้ำจากแม่น้ำมูลด้านท้ายเขื่อนหัวนาเลียบห้วยผับมาจนถึงจุดบรรจบกับคลองผันน้ำสายหลัก เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 800 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 5.20 กม.

3. ประตูระบายน้ำและอาคารบังคับน้ำในคลองผันน้ำ จำนวน 5 แห่ง

4. อาคารประกอบคลองผันน้ำตลอดแนวคลองผัน ทั้งสิ้น 92 แห่ง ได้แก่ อาคารรับน้ำเข้าคลองผันน้ำ 42 แห่ง, อาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม 22 แห่ง, สะพานรถยนต์ 20 แห่ง, สะพานน้ำ 5 แห่ง, อาคารท่อลอดคลองผันน้ำ 2 แห่ง และสะพานรถไฟ 1 แห่ง 

กรมชลประทานว่าจ้าง “กิจการร่วมค้า PSTG JV” ให้สำรวจ ออกแบบ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568  สิ้นสุด วันที่ 9 มิถุนายน  2570  รวม 720 วัน  โดยต้องศึกษาวางแผนบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำมูลที่เป็นแม่น้ำหลักและลุ่มน้ำข้างเคียง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ จะรวบรวมข้อมูลด้านอุทกวิทยา ภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงรับฟังความเห็นจากประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่  เพื่อประกอบการพิจารณาออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมที่สุด

นายจำรอง ทองหมื่น กลุ่มผู้ใช้น้ำในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย กล่าวว่า ชาวบ้าน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำที่สมดุล และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

“สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และลดผลกระทบในช่วงน้ำหลาก หากมีการวางแผนที่ดี และรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ในทุกมิติและทุกกลุ่มที่มีส่วนได้เสียกับโครงการฯ   ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำ ตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น”

ขณะที่นายจาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8 กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนในพื้นที่ เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนดีที่สุด

“ชุมชนอยากเห็นการพัฒนา ที่ช่วยให้คนอยู่กับน้ำได้อย่างสมดุล ทั้งการป้องกันความเสียหาย          จากอุทกภัย และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรในอนาคต”

โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี มีเป้าหมายบรรเทาภัยน้ำท่วม ลดพื้นที่เสียหาย จากเดิมก่อนมีโครงการอยู่ที่ 99,661.10 ไร่  ให้เหลือ 32,396.49 ไร่ หรือลดพื้นที่เสียหายจากอุทภัย  ได้ถึง 67,264.61 ไร่

กรมชลประทานยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบ จะดำเนินการภายใต้หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน