มูลนิธิศุภนิมิตฯ ผนึก 18 องค์กรภาคเหนือ ดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ สู่การปฏิบัติ
มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรประชาสังคมภาคเหนือจำนวน 18 แห่ง เพื่อผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และจัดการปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญภายหลังประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์
โดยกฎหมายฉบับนี้มีกลไกการกำกับดูแล 4 ระดับ ได้แก่
- คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย)
- สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม)
- คณะอนุกรรมการการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ)
- คณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่)
เพื่อเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้การคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง
การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายผ่านการดำเนินงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย
- การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคมและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย
- การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
- การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
- การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
- การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม
“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” นางรสลินกล่าว

นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เด็ก และเยาวชน
“กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและการพัฒนาสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการบูรณาการการใช้กลไกของกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายสุมิตรกล่าว
