Facebook Marketing ไม่ทำเท่ากับเจ๊ง?
ปัจจุบันเชื่อว่าใคร ๆ ต่างก็สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่าย และมีโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง จึงทำให้เกิดการทำการตลาดยุคใหม่ที่เรียกว่าการทำตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing ขึ้นมาซึ่งหลัก ๆ แล้วผลลัพท์ของการทำการตลาดออนไลน์ก็เหมือนกับการทำการตลาดแบบออฟไลน์ คือ การเข้าถึงผู้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการ เพื่อสร้างยอดขาย หรือการรับรู้แบรนด์ให้ได้มากที่สุด พอมาถึงในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียเฝื่องฟูก็ได้มีการขยับขนายจากการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ มาทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่ Facebook หรือก็คือการทำ Facebook Marketing เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เรียกได้ว่ามีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้เลยก็ว่าได้ จึงทำให้ Facebook ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการทำการตลาด และในวันนี้เรามาดูเหตุผลกันดีกว่าว่าทำไมหลาย ๆ ธุรกิจถึงถึงต้องทำ Facebook Marketing ถ้าไม่ทำจะทำให้บริษัทถึงขั้นเจ๊งได้เลยจริง ๆ เหรอ? ลงดูเหตุผลดังต่อไปนี้แล้วพิจารณากันเองได้เลย
หากไม่ทำ Facebook Marketing แบรนด์อาจถูกลืม
คุณมั่นใจในแบรนด์สินค้าของคุณเองหรือเปล่า? คิดว่าแบรนด์ของคุณแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ถูกลืมหรือค่อย ๆ ศูนย์หายไปหรือไม่? ทุกวันนี้นอกจากสื่อต่าง ๆ จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคหรือลูกค้าได้ง่ายมาก ๆ แล้วสินค้าแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เป็นสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกับคุณก็ผุดเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ อยู่เช่นกัน ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าแบรนด์ใหม่ ๆ เหล่านั้นทำ Facebook Marketing ไปเรื่อย ๆ ส่วนคุณไม่ทำเลยคุณคิดว่าผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นยังไง? ยุคนี้ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก แค่ตื่นมาทุกคนกับจับสมาร์ทโฟนกันแล้ว หลาย ๆ คนถึงขั้นไม่เปิดทีวีมาเป็นปีแล้วด้วยซ้ำ มีผลการสำรวจล่าสุดว่าคนไทยอยู่กับสามาร์ทโฟนใช้โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เฉลี่ยถึงวันละ 9 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณไม่เริ่มทำการตลาดออนไลน์ หรือ Facebook Marketing เลย แบรนด์ของคุณก็อาจจะค่อย ๆ ถูกลืมไป และถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ทำการโปรโมทอยู่ซ้ำ ๆ คนผู้คนเริ่มจำได้นั่นเอง
หากไม่ทำ Facebook Marketing ยอดขายอาจลดลง
อย่างที่บอกไปว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย แค่ตื่นมาทุกคนกับจับสมาร์ทโฟนกันแล้ว ดังนั้นการทำ Facebook Marketing เพื่อประกาศข่าวสาร หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และรวดเร็วกว่าการทำการตลาดแบบออฟไลน์ แถมยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ ของสินค้าได้อย่างตรงจุดกว่าด้วยเทคนิคการตั้งค่าโฆษณา เช่น หากสินค้าของคุณเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิงอย่างผ้าอนามัยคุณก็สามารถเซ็ตค่าโฆษณาให้ยิงตรงไปหาผู้หญิงได้เลยโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นคุณคงจะสังเกตเห็นได้ว่ายุคนี้ผู้คนเริ่มหันมาซื้อสินค้าหลาย ๆ อย่างผ่านระบบออนไลน์กันมากขึ้นเพราะด้วยข้อดีหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นใครที่ทำการตลาดออนไลน์ก็มีสิทธิเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เร็วกว่า จำนวนมากกว่า และตรงกลุ่มเป้ามายของสินค้าจริง ๆ มากว่าทำให้มีโอกาสสร้างยอดขายได้มากขึ้นนั่นเอง ในทางกลับกันหากไม่ทำ Facebook Marketing คุณอาจจะยังสามารถรักษายอดขายด้วยฐานลูกค้าเดิมได้อยู่ แต่มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันละ? เชื่อว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยก็คงค่อย ๆ ลดลงหายในที่สุด นอกซะจากสินค้าหรือบริการของคุณจะเป็นการทำธุรกิจประเภทผูกขาดล่ะนะ
ด้วยเหตุผล 2 ข้อนี่ก็คงเพียงพอแล้วที่จะบอกคุณได้ว่าทำไมหากคุณไม่ทำ Facebook Marketing บริษัท หรือแบรนด์สินค้าของคุณถึงอาจเจ๊งได้ ทั้งโดนแย่งพื้นที่มนการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เลย โดนตัดหน้าแย่งยอดขาย เพราะสามารถเข้าถึงได้เร็วกว่า เยอะกว่า แถมตรงจุดกว่าด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมหลาย ๆ แบรนด์สินค้าถึงเริ่มหันมาทำ Facebook Marketing และการตลาดออนไลน์แพลตฟอร์มอื่น ๆ กันอย่างพร้อมเพียงในปัจจุบัน