“เราควรรักตัวเองในทุกเวอร์ชั่น” สปีชโดนใจของไอดอลเกาหลี BTS บนเวที UN

REUTERS/Caitlin Ochs

Music Talk by ท้องฟ้าสีเทา 

ได้ยินชื่อบอยแบนด์เกาหลี BTS กระจายออกมานอกกลุ่มแฟนคลับ K-pop มาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว ในฐานะศิลปินเกาหลีที่ “ไปได้ไกล” สุดในประวัติศาสตร์ K-pop ณ เวลานี้ หลังจากที่พวกเขาไปสร้างชื่อไกลถึงสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน BTS เป็นข่าวฮือฮามากครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่พวกเขาพาอัลบั้ม Love Yourself: Tear ขึ้นถึงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 Albums Chart สร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินเกาหลีรายแรกที่ติดอันดับ 1 ในชาร์ตนี้ ซึ่งเป็นชาร์ตเพลงทรงอิทธิพลแห่งสหรัฐอเมริกา และชาร์ตเป็นเพลงที่ถูกใช้อ้างอิงการจัดอันดับเพลงฮิตทั่วโลก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา BTS สร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อทั้ง 7 สมาชิกวงได้ไปยืนอยู่บนเวทีการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (UN) และกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะทูตสันถวไมตรีแคมเปญ Love Myself ของ UNICEF (ยูนิเซฟ หรือองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ)

AP Photo/Craig Ruttle

คิมนัมจุน หัวหน้าวง BTS เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ว่า

เรียนท่านเลขาธิการสหประชาชาติ และท่านผู้มีเกียรติจากทุกประเทศทั่วโลก ผมชื่อ คิมนัมจุน หรือที่ RM เป็นหัวหน้าวงดนตรี BTS ครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้ ถือเป็นเกียรติมากครับที่ได้รับเชิญมาในวาระที่สำคัญต่อเยาวชนแบบนี้

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา BTS ได้ทำแคมเปญ Love Yourself ร่วมกับยูนิเซฟ ด้วยความเชื่อร่วมกันว่า ความรักที่แท้จริงเริ่มต้นจากการรักตัวเอง พวกเราร่วมมือกับยูนิเซฟ ในโปรแกรม End Violence เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงกับเด็กและเยาวชนทั่วโลก ซึ่งแฟน ๆ ของพวกเราก็เป็นส่วนสำคัญของแคมเปญนี้ ด้วยการแสดงออกอย่างกระตือรือร้น พวกเรามีแฟนคลับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ผมอยากเริ่มต้นโดยการพูดถึงเรื่องราวของตัวเองก่อน ผมเกิดที่เมืองอิลซาน เมืองเล็ก ๆ ใกล้กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ อิลซานเป็นสถานที่ที่สวยงามมาก มีทะเลสาบ เนินเขา มีดอกไม้ประจำปี ผมใช้ช่วงเวลาวัยเด็กอย่างมีความสุขที่นั่น และผมก็เป็นแค่เด็กธรรมดา ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน ผมเคยมีความใฝ่ฝันแบบเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ฝันว่าอยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่สามารถช่วยโลกให้พ้นจากอันตรายต่าง ๆ ได้

มีเพลงหนึ่งในอัลบั้มแรก ๆ ของพวกเราที่มีเนื้อร้องว่า ‘หัวใจของผมหยุดเต้นในวันที่อายุ 9-10 ขวบ’ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่ามันคือช่วงเวลาที่เริ่มเติบโตและรับรู้อะไรมากขึ้น ผมเริ่มกังวลกับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวผม และผมเริ่มมองตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น ผมมองไปบนท้องฟ้า มองไปที่ดวงดาว และผมไม่มีความฝันเหมือนอย่างที่เคยฝัน ผมพยายามเอาตัวเองใส่ลงไปในแม่พิมพ์ที่คนอื่นสร้าง ผมเริ่มไม่ฟังเสียงของตัวเอง เอาแต่ฟังเสียงของคนอื่น ไม่มีใครเรียกชื่อผม รวมถึงตัวผมเอง หัวใจของผมหยุดเต้น และสายตาของผมปิดสนิท ตัวผม พวกเราต่างสูญเสียชื่อของตัวเองไป เราเป็นเหมือนวิญญาณ

แต่ผมก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยว นั่นก็คือเสียงดนตรี มันเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่บอกผมว่า ‘ตื่นขึ้นมาแล้วฟังเสียงหัวใจตัวเอง’ แต่ก็ใช้เวลานานเลยครับ กว่าที่ผมจะได้ยินเสียงเรียกชื่อของผม

กระทั่งตอนที่ผมตัดสินใจเข้าร่วมวง BTS มันมีอุปสรรคมากมาย คนส่วนใหญ่คิดว่าเราไม่มีหวังหรอก และบางครั้งมันก็ทำให้ผมอยากล้มเลิกและออกจากวง แต่ผมคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ไม่ได้ยอมแพ้

ผมแน่ใจว่า ตัวผมและเราทุกคน ล้วนมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย และมีบางทีที่ล้มลงระหว่างทาง
แม้ว่าตอนนี้ BTS กลายเป็นศิลปินที่ได้แสดงในสเตเดียมขนาดใหญ่ มียอดขายอัลบั้มเป็นหลักล้าน แต่ตัวผมก็ยังเป็นแค่ผู้ชายอายุ 24 ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ถ้าจะกล่าวถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นได้เพราะมีสมาชิกวง BTS อยู่เคียงข้างผม เพราะความรักและแรงสนับสนุนที่แฟน ๆ ทั่วโลกมีให้พวกเรา

เมื่อวาน ผมอาจจะทำผิดพลาดไป แต่ตัวผมเมื่อวานก็ยังเป็นตัวผม และวันนี้ ผมก็คือตัวผมที่หล่อหลอมมาจากความผิดพลาดทั้งหมดในอดีต หรือพรุ่งนี้ ผมอาจจะฉลาดขึ้นอีกหน่อย ซึ่งมันก็ยังเป็นตัวผมอีกเหมือนกัน ความคิดและความผิดพลาดทั้งหมดก็ยังคงเป็นตัวผมที่หล่อหลอมกันเป็นดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในหมู่ดาวในชีวิตผม ผมรักตัวเองในแบบที่ผมเป็น ที่ผมเคยเป็น และที่ผมอยากจะเป็น

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะพูด คือ หลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม Love Yourself พวกเราก็เริ่มทำแคมเปญ Love Myself พวกเราเริ่มได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ จากแฟน ๆ ของพวกเราทั่วโลกว่า ข้อความของพวกเราช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านความยากลำบากที่พบเจอในชีวิต และคิดที่จะเริ่มรักตัวเอง เรื่องราวเหล่านั้นย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักในหน้าที่ของพวกเราอยู่เสมอ

ดังนั้น ตอนนี้เรามาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวกันนะครับ พวกเราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองแล้ว และตอนนี้ผมอยากให้พวกคุณเล่าเรื่องของคุณออกมา ผมอยากจะถามทุกคนว่า คุณชื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณตื่นเต้น อะไรทำให้หัวใจของคุณเต้นรัว เล่าเรื่องของคุณให้ผมฟังสิ ผมอยากได้ยินเสียงของพวกคุณ อยากได้ยินความเชื่อมั่นของพวกคุณ ไม่สำคัญว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน สีผิวเป็นยังไง หรือเพศอะไร แค่คุณเล่าเรื่องของคุณออกมา ตามหาชื่อของคุณให้เจอ ตามหาเสียงของตัวเอง โดยบอกเล่าตัวตนของคุณ

ผมชื่อ คิมนัมจุน RM แห่ง BTS ผมเป็นไอดอล และเป็นศิลปินจากเมืองเล็ก ๆ ในเกาหลี ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ ผมเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดมากมายในชีวิต ตัวผมมีข้อผิดพลาด และความหวาดกลัวมากมาย แต่ผมจะโอบกอดตัวเองเอาไว้ และเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้นทีละนิด ๆ

คุณชื่ออะไร เล่าเรื่องของคุณสิ

ขอบคุณมากครับ”

AP Photo/Craig Ruttle

หลังจากคิมนัมจุนกล่าวจบ เสียงปรบมือดังขึ้น ตามมาด้วยคำขอบคุณของเจ้าหน้าที่ UN ที่บอกว่า BTS ช่วย UN ได้มากในการสื่อสารกับวัยรุ่นทั่วโลก

สุนทรพจน์นี้เป็นสุนทรพจน์ที่เราชอบมาก คิดว่า BTS และทีมงานที่ปรึกษาของพวกเขาเลือกประเด็นเก่ง เป็นการเล่นกับเรื่องใกล้ตัว แต่ก็เป็นเรื่องที่แตกต่างไม่ค่อยซ้ำด้วยในเวลาเดียวกัน แตกต่างตรงที่พวกเขาไม่เขียนสปีชปลุกใจหรือสร้างแรงบันดาลใจแบบสวยหรูเว่อร์ ๆ ประเภทที่ว่า จงภูมิใจในความเก่ง ความดี ความสำเร็จของตัวเอง ชวนให้มองเฉพาะด้านดี ๆ

คิมนัมจุนพูดเรื่องการยอมรับตัวเอง ยอมรับข้อผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะรักตัวเองในทุกเวอร์ชั่น ทั้งเวอร์ชั่นที่ทำผิดพลาด เวอร์ชั่นที่มีข้อบกพร่อง เพราะตัวตนของเราในวันนี้ก็สั่งสมมาจากตัวตนในอดีตที่ล้วนแต่มีข้อผิดพลาดมากมาย ถ้าเกิดเมื่อวานเราไม่ได้เป็นแบบนั้น มันอาจจะส่งผลให้เราอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ ฉะนั้น เราไม่ควรรังเกียจความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต

เราคิดว่าประเด็นนี้น่าจะเข้าถึงใจคนได้ทุกคน เพราะคนทุกคนล้วนเคยผิดพลาด ที่สำคัญ คือ เรายังคงจะผิดพลาดกันต่อไป เราต่างมีความบกพร่องอยู่ทุกวัน ปรับปรุงจุดนั้น ก็ยังบกพร่องอีกจุดหนึ่ง ไม่ผิดพลาดเรื่องนั้นก็ผิดพลาดเรื่องนี้ มนุษย์เราไม่มีวันสมบูรณ์แบบ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นร่วมของคนทุกคนในโลกนี้ ที่ฟังแล้วน่าจะคิดตามไม่มากก็น้อย

สำหรับเราเอง ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งสะดุดกับประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า “I love my flaws” ซึ่งมีใจความหลักคล้าย ๆ กับสุนทรพจน์อันนี้ 

BTS และประโยค “I love my flaws” บอกเราว่า อย่ารอรักตัวเองในเวลาที่เราเพอร์เฟ็กต์ เพราะเราจะไม่มีวันเพอร์เฟ็กต์หรอก แต่เราควรรักตัวเองในทุกเวอร์ชั่นของเรา แล้วเอาพลังความรักที่เรามีต่อตัวเองมาสร้างสรรค์ชีวิตให้ผิดพลาดและบกพร่องน้อยลงกว่าเมื่อวาน