ใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นอยู่กับ ส.ส.ที่ชนะเลือกตั้ง 25 คน คาดว่าเกมการชิงหัวหน้าพรรคจะเกิดขึ้นหลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ยุคที่ประชาธิปัตย์ แพ้เลือกตั้งมากที่สุดในรอบ 22 ปี
การสรรหาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินหน้าไปอย่างเงียบ ๆ แต่เข้มข้น ภายใต้คลื่นใต้น้ำ ของสมาชิกพรรคอายุ 77 ปี ท่ามกลางสถานการณ์พ่ายแพ้การเลือกตั้งมากที่สุดในรอบ 22 ปี กลายเป็นพรรคที่มีขนาดกลางถึงเล็ก มี ส.ส.ชนะการเลือกตั้งเพียง 25 คน คะแนนรวม 2,278,857 คะแนน
ส่วนคะแนนระบบปาร์ตี้ลิสต์ หรือ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่มาจากทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้ง 2566 ประชาธิปัตย์ได้ไม่ถึง 1 ล้านเสียง คว้าติดมือมาเพียง 925,349 เสียง ส่ง ส.ส. 3 ลำดับ-ระดับอดีตหัวหน้าพรรค เข้าสภาผู้แทนราษฎร คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน
หลังปิดหีบการเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ถึง 8 ชั่วโมง นายจุรินทร์ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้ง
“ขอขอบคุณท่านเลขาธิการพรรค ท่านชวน ท่านบัญญัติ ท่านอภิสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค คณะทำงานทุกชุด เพื่อน ส.ส. กก.บริหารและสมาชิกพรรคทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันทำหน้าที่สุดความสามารถด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง…ขอให้ทุกท่านช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพรรคต่อไป สำหรับผมไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ผมพร้อมอยู่เคียงข้างพรรคเสมอ ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาตลอดชีวิตการเมืองของผม”
ในพรรคที่เก่าแก่-เก๋าเกมและมีชั้นเชิงการต่อรองทางการเมือง เปิดฉากการชิงหัวหน้าพรรคคนที่ 9 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา
การประชุมพรรค ในสองสัปดาห์ถัดมา โฆษกพรรค บอกเส้นทางการโหวตชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ว่า “เนื่องจากนายจุรินทร์ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบยกเว้นข้อบังคับข้อที่ 32 การหยั่งเสียงเบื้องต้น (ไพรมารี่โหวต) ในการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีกลไกระดับตัวแทนพรรคประจำจังหวัดและตัวแทนพรรคประจำสาขาพรรคในการเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญพรรค”
ดังนั้น องค์ประชุมในการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะมาจากตำแหน่ง ส.ส. 25 คน มีน้ำหนักในการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่สัดส่วน 70% ส่วนองค์ประชุมอื่น ๆ อีก 18 กลุ่มจาก 19 กลุ่ม ยังมีส่วนร่วมในการลงคะแนนเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่มีน้ำหนักในสัดส่วน 30%”
เมื่อเกมชิงหัวหน้าพรรค ถูกว่าที่ ส.ส.ทั้ง 25 คน ยึดอำนาจชั่วคราว การสรรหาจอมยุทธ์ตัวจริง ก่อนเข้าสู่การโหวตตามธรรมเนียมที่แข็งแรงของพรรค ในวันประชุมใหญ่วิสามัญ จึงเปิดกว้าง-มากกว่าคนในพรรค
ปัจจัยชี้ขาดมาจากเสียง 25 ส.ส. ก็จริง แต่การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ลงแข่ง ที่จะบอกว่าจะนำพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ทิศทางใด ก็สำคัญไม่แพ้กัน
บุคคลที่ปรากฏชื่อใต้ถุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเข้าร่วมท้าชิงหัวหน้าพรรคคนที่ 9 ดังก้องขึ้นไม่น้อยกว่า 3 ชื่อ
ชื่อแรก-นอนมา ด้วยพลังจำนวน ส.ส.ที่มีในมือกล่าวกันว่า ส.ส.ภาคใต้ 17 คน พร้อมโหวตให้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ว่าที่ ส.ส.สงขลา เขต 5 ผู้ที่ถูก กกต.แขวนชื่อ ไม่ประกาศรับรองในลอตแรก
ชื่อที่สอง-มาดามเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี วัย 38 ปี อายุสมาชิกพรรคไม่ถึง 1 ปี ที่ขานชื่อกันที่ระเบียงพรรค ว่าเป็นผู้สนับสนุนกระสุนเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มากก็น้อย
ชื่อที่สาม-มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ วัย 57 ปี ทายาทหัวแก้วหัวแหวนของอดีตรองหัวหน้าพรรค นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ เธอเข้าพรรควันแรก ในฐานะสมาชิกพรรค พร้อมตำแหน่ง “ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค” เมื่อ 7 ปีก่อน ชื่อเธอวันนี้มีคนหนุนนอกพรรค
ทั้งสามชื่อ มีเป้าหมาย-ปักธงในการนำพาพรรคเข้าสู่การร่วมรัฐบาล แต่การต่อรองไม่สะเด็ดน้ำ
จู่ ๆ ก็ปรากฏชื่อที่ 4 ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อยุคสมัยที่ปัญหาและความต้องการของประชาชน-ฐานเสียง ต้องการพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง และเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ในเงาทุนนิยมเสรี
หลังกรณ์ จาติกวณิช หย่าขาดทางการเมืองกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แห่งพรรคชาติพัฒนากล้า จากกันด้วยดี มี ส.ส.ติดมือเข้าสภา 2 ราย ส.ส.แบบแบ่งเขต 1 ที่นั่ง และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 ที่นั่ง ด้วยคะแนนบัญชีปาร์ตี้ลิสต์เฉียด 3 แสนคะแนน
ชื่อของกรณ์ จาติกวณิช กลายเป็นชื่อที่ 4 ที่เหล่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หวนระลึกถึง ไม่ควรลืมว่า ชื่อกรณ์ ขณะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีชื่อเดชอิศม์ ขาวทอง และ ส.ส.ที่สอบได้สายใต้ ครั้งล่าสุด เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนชูมือโหวตให้
อนึ่ง ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เหล่าบรรดาสมาชิกนอกพรรค ชูมือสนับสนุนทั่วหล้า ยังไม่ใช่โอกาสที่เขาจะกลับมา แม้ว่ายังอยู่ในเงาประชาธิปัตย์ไม่ห่างหาย เขายังคงโคจรอยู่บนเวทีวิชาการทั้งระดับประเทศไทยและระดับโลก ตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองในอนาคต จึงยังมีเวลาให้ไคร่ครวญ
ขณะที่สูตรการจัดสรรอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ ยุคหลังแพ้การเลือกตั้งมากที่สุด ในรอบ 22 ปี กำลังเดินหน้าหาโซลูชั่น อย่างเข้มข้น เสียงสนทนาหลังถ้วยกาแฟ-แก้วบรั่นดี มีทุกที่ วิเคราะห์ข้อดี-ข้อได้ ของคนที่จะเข้ามาถือธงนำพรรคครั้งใหม่
ไม่ทันเสียงแก้วกระทบกันจะจางหาย ปรากฏเสียงของบุคคลระดับที่สังคมเมืองกรุง เรียกว่า “ไฮโซ” ดังก้องขึ้นที่สปอร์ตคลับ กล่าวถึงหัวหน้าพรรคคนใหม่ ใครจะเข้าป้าย
1 ในนั้น คือเสียงของ นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง บุคคลที่ชาวไฮโซไซตี้สปอร์ดลับ ให้ฉายาว่า แกนนำกลุ่มชาวไทยหัวใจรักสงบ แม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งเสียงด้วยการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงคุณสมบัติของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า…
การจะมานั่งเป็นหัวหน้าพรรค มันต้อง
1.มีบารมี
2.มีวิสัยทัศน์ มีความรอบรู้
3.เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ
คงพูดได้แค่นี้ #หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อเปล่า ๆ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราก็ไอ้แค่สมาชิกคนหนึ่งเท่านั้น
#อย่างมากก็แค่ถอยออกมา
การเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นสู่ยุคหัวหน้าคนที่ 9 ไม่ใช่มีเพียงเดิมพันการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างพรรคและผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนร่างใหม่ แต่หัวใจยังเป็นสีฟ้าอุดมการณ์ประชาธิปัตย์