ทรัมป์ส่งหนังสือเรียกร้องให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมแสดงแผนภูมิเปรียบเทียบดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก เน้นย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยควรอยู่ที่ระดับเดียวกับ 6 ประเทศรวมไทย
ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐส่งจดหมายเขียนด้วยลายมือมีเนื้อหาที่ยังคงโจมตีเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) และคณะกรรมการบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นพิเศษ อีกทั้งมีแผนภูมิแสดงอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางทั่วโลก พร้อมหมายเหตุกำกับว่า ดอกเบี้ยควรอยู่ที่ระดับ 0.25-1.75% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับไทย นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เข้มข้นขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ตามแผนภูมิอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางจากต่ำไปหาสูงกว่า 6 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ อัตรา 0.25% กัมพูชา อัตรา 0.45% ญี่ปุ่น อัตรา 0.50% เดนมาร์ก อัตรา 1.75% เซเชลส์ (ประเทศในแอฟริกาตะวันออก) อัตรา 1.75% และไทย อัตรา 1.75% ขณะที่สหรัฐอยู่ในอันดับ 35 ที่อัตรา 4.50%

ทรัมป์โพสต์แผนภูมิจัดอันดับธนาคารกลางหลายแห่งของโลกตามระดับอัตราดอกเบี้ยหลัก โดยอ้างว่าสหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดแห่งหนึ่ง แผนภูมิดังกล่าวมีข้อความหมายเหตุเขียนด้วยลายมือของทรัมป์ที่วิพากษ์วิจารณ์พาวเวลล์โดยตรง โดยกล่าวว่า ประธานเฟด “ทำให้สหรัฐสูญเสียเงินมหาศาล” และเขาคนนี้ยังคง “ทำเช่นนั้นต่อไป”
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน เวลาท้องถิ่นว่า ทรัมป์ส่งแผนภูมิดังกล่าวไปยังเฟด
“คณะกรรมการเพียงแค่นั่งดูเฉย ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงมีส่วนผิดเท่า ๆ กัน เราควรจ่ายดอกเบี้ย 1% หรือดีกว่านั้น !” ทรัมป์กล่าวในโพสต์โซเชียลมีเดีย
ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลกลางต้องติดอยู่กับการจ่ายดอกเบี้ยหนี้จำนวนมาก เนื่องจากเฟดไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
“คนอเมริกันต้องการกู้เงินในราคาถูก และพวกเขาควรจะทำได้ แต่โชคไม่ดีที่อัตราดอกเบี้ยของเรายังคงสูงเกินไป” ลีวิตต์กล่าว

ทั้งนี้ วาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดของพาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2026 แต่ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะประกาศเลือกผู้นำเฟดคนต่อไปในเร็ว ๆ นี้
โดยปกติแล้ว ประธานาธิบดีจะรอจนกว่าจะถึงช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนปัจจุบันจึงจะประกาศชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ ดังนั้นหากทรัมป์ดำเนินการประกาศชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อโดยเร็วที่สุดในฤดูร้อนนี้ จะถือเป็นพัฒนาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 111 ปีของเฟด