เดินหน้าอุดรูรั่วภาษี! ขู่จำคุกแบงก์มั่วให้กู้ 2 บัญชี คลังตามไล่บี้บริษัทหนีภาษี

ขุนคลังเดินหน้ามาตรการอุดรูรั่วภาษี หารายได้เสริมทัพกระตุ้นเศรษฐกิจ ดีเดย์ต้นปี 61 คุมเข้ม “แบงก์” ปล่อยกู้ต้องใช้เอกสารบัญชียื่นเสียภาษีสรรพากรเท่านั้น ขู่ฟันนายแบงก์ไม่ร่วมมือเจอข้อหาอาญาสนับสนุนธุรกิจเลี่ยงภาษี แจงนโยบายการคลังเร่งเครื่องเต็มที่ ชง ครม.เติมอาชีพให้ผู้รับบัตรสวัสดิการ เร่งเบิกจ่ายโครงการไม่เกิน 2 ล้านกระตุ้นจีดีพีปลายปี ชี้เหตุกำลังซื้อหดเพราะคนไทยแห่เที่ยวเมืองนอก

เข้มแบงก์ไม่ปล่อยกู้บริษัท 2 บัญชี

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่รัฐบาลมีการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของการใส่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มฐานรากและเอสเอ็มอี ดังนั้นอีกด้านรัฐบาลก็ต้องหารายได้เพิ่ม ด้วยการขยายฐานการเก็บรายได้ โดยเฉพาะการอุดรูรั่วภาษี หากคนไทยทุกคนเสียภาษีอย่างถูกต้องเชื่อว่ารัฐจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านบาท แบบไม่ต้องไปเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีก็ได้ เพราะรูรั่วภาษียังมีเยอะมาก

โดยหนึ่งในมาตรการอุดรูรั่วสำคัญที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป ผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อหรือเงินกู้จากสถาบันการเงินทุกแห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) จะต้องใช้เอกสารบัญชีที่ยื่นกรมสรรพากรเป็นเอกสารขอกู้เงิน โดยที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้แจ้งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับสถาบันการเงินไปแล้ว และ ธปท.ได้มีการแจ้งสถาบันการเงินทุกแห่งให้ถือปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

“ธปท.มีการสั่งการไปแล้ว ให้แบงก์บอกกับลูกค้าตัวเองว่าให้มีการปรับให้ถูกต้อง ฉะนั้นถ้าถึงปี 2561 บัญชีสรรพากรใครยังมั่วอยู่ ก็จะไม่ได้รับเงินกู้ ซึ่งเราเอาจริงเรื่องนี้ หากแบงก์ไม่ทำตามผมจะเอาผิดทางอาญากับแบงก์ด้วย เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนการหนีภาษี คนเลี่ยงภาษีมีโทษจำคุก” นายอภิศักดิ์กล่าว

เรียกแบงก์ซักซ้อมแนวปฏิบัติ


นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้กระทรวงการคลัง มีแผนจะเชิญสถาบันการเงินทุกแห่งมาทำความเข้าใจและซักซ้อมแนวปฏิบัติเรื่องนี้กันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แบงก์มีการเตรียมพร้อมกันแล้ว อย่าง SFI ก็ย้ำแล้วถ้าไม่ปฏิบัติเขาก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่ามีโทษทางอาญาด้วย

ทั้งนี้ตามที่รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการบัญชีเดียว โดยไม่ตรวจย้อนหลังผู้เสียภาษีที่เข้าร่วมโครงการ แต่ขอให้เดินหน้าให้ถูกต้อง ถือเป็นการให้โอกาสผู้ที่ยังไม่เข้าระบบได้ปรับปรุงตัว แต่ขณะนี้ยังมีคนคิดว่าถ้าไม่เข้าระบบก็ไม่เห็นมีปัญหา ซึ่งตนยืนยันว่า เมื่อถึงปี 2561 ระบบทุกอย่างจะบีบรัดมากขึ้น เพื่ออุดรูรั่วด้านภาษี

“รูรั่วในระบบยังมีเยอะมาก มีผู้ประกอบการบางรายเล่าว่า หลังจากคลังออกมาตรการบัญชีเดียว เขาก็พยายามทำ ออกใบกำกับภาษี VAT ทุกใบ แต่ลูกค้าที่มาซื้อบอกไม่เอาถ้าออก VAT ก็ไม่ซื้อก็เป็นปัญหาเดือดร้อนกันไปหมด คนอยากเป็นคนดีก็ลำบาก” นายอภิศักดิ์กล่าว

รมว.คลังกล่าวว่า ช่วงนี้ถือว่ายังเป็นช่วงที่ให้ความรู้แก่ธุรกิจในการจัดทำบัญชีเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ แต่หากถึงวันที่กำหนดแล้ว ยังมีผู้ที่ไม่ยอมปรับ ไม่อยากเป็นคนดี ระบบต่าง ๆ จะเข้าไปจัดการ ในสังคมเวลาพูดถึงเรื่องคอร์รัปชั่น มักจะมองไปที่นักการเมืองหรือข้าราชการ แต่ลืมไปว่าในส่วนของเอกชนที่ถือเป็นการคอร์รัปชั่นมากที่สุดก็คือ การหนีภาษี ซึ่งถือเป็นการคอร์รัปชั่นประเทศ อย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้รัฐในปีงบประมาณ 2560 นี้ กระทรวงการคลังคาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.343 ล้านล้านบาท

เร่งเบิกจ่ายลงทุนไม่เกิน 2 ล้าน

ส่วนในด้านรายจ่ายภาครัฐ นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ปีนี้เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้ว่าบางช่วงดูเหมือนการเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่เกิดจากการตั้งเป้าไว้สูงมาก ดังนั้นเมื่อมีการพลาดเป้าไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน ก็ยังถือว่าทำได้สูงอยู่ โดยล่าสุด ภาพรวมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 รวมงบฯเพิ่มเติม (งบฯกลางปี) มีการก่อหนี้ผูกพันไว้แล้วถึง 89.2%

โดยในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.-ธ.ค. 2560) นายอภิศักดิ์กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งเบิกจ่ายต่อ โดยเฉพาะในส่วนของโครงการลงทุนขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ออกมา ก่อนหน้านี้มีคนคิดว่าจะเป็นอุปสรรคการเบิกจ่ายภาครัฐ แต่เท่าที่ทำงานมา และมีการออกกฎกระทรวงรองรับ ขณะนี้ก็ยังไม่มีประเด็นอะไรที่จะเป็นอุปสรรค และในที่สุดก็หวังว่าการคอร์รัปชั่น การรั่วไหลจะลดลง

“พวกโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 2 ล้านบาท ปีนี้ก็คงจะเร่งอีก พองบประมาณใหม่ออกมาก็อาจจะมีการผ่อนปรนระเบียบเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็อยู่ในอำนาจของกรมบัญชีกลาง”

รมว.คลังกล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี เครื่องยนต์ติด ซึ่งในส่วนของนโยบายการคลังก็เหยียบคันเร่งตลอดเวลา ซึ่งปีหน้าเครื่องยนต์ภาครัฐยังต้องเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะมีน้ำหนักความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มเบิกจ่ายมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งปีหน้าก็ไม่ต้องเข็นโปรเจ็กต์ให้ออกมาแล้วเพราะจะเป็น On Going โปรเจ็กต์ทั้งหมด

หาอาชีพผู้รับบัตรสวัสดิการ

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำนั้น ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คลังจะเสนอเรื่องที่ทำให้คนที่รับเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องมีการพัฒนาตัวเองด้วย เช่น ต้องไปอบรมเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงานจะช่วยหางานให้ เช่น ร่วมมือกับโฮมโปรในการฝึกอาชีพด้านช่างซ่อม เป็นต้น รวมถึงธนาคารของรัฐจะเข้ามาช่วย อย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็จะส่งเสริมให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ส่วนเอสเอ็มอี ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ก็จะส่งเสริมให้เป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี

รมว.คลังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะต้องทำให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนหมดไปจากประเทศไทย โดยการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งพบว่าผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 11.7 ล้านคนที่จะได้รับบัตรสวัสดิการ มีอยู่ 5.3 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งกำลังดูมาตรการว่าคนที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะช่วยชดเชยให้เขาอย่างไร

คนไทยแห่เที่ยวนอกแย่งกำลังซื้อ

รมว.คลังกล่าวด้วยว่า การจ่ายเงินสวัสดิการที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.นี้ น่าจะมีส่วนช่วยเรื่องกำลังซื้อในระดับฐานรากได้ เพราะใช้เงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีพ จึงน่าจะทำให้เงินในระบบหมุนเวียนได้มากขึ้น

ส่วนกรณีที่ขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องกำลังซื้อในประเทศซบเซานั้น นายอภิศักดิ์กล่าวว่า จากที่ให้เจ้าหน้าที่ไปหาข้อมูลพบว่า การที่มีการใช้จ่ายในประเทศลดลงที่ผ่านมา เกิดจากคนไทยส่วนหนึ่งมีการไปเที่ยวต่างประเทศกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายถูกลง จากปกติที่คนกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้

“คนไปเที่ยวต่างประเทศโตขึ้นถึง 15% ในไตรมาส 2 ในแง่มูลค่า ซึ่งพอคนไปเที่ยวเงินก็หมด ไม่เหลือมาใช้จ่ายในประเทศ ส่วนคนรวยก็ไปช็อปต่างประเทศกันมหาศาล มีคนมาเล่าให้ฟังว่า การขอคืนภาษีที่ยุโรป คนไทยมาเป็นอันดับ 2 รองจากคนจีน เราก็พยายามบอกว่าให้มาใช้ในประเทศหน่อย เหมือนที่ออกมาตรการช็อปช่วยชาติไป ซึ่งก็ทำให้คนกลุ่มนี้กลับมาช็อปกันจริง ๆ” รมว.คลังกล่าว

ส่วนที่ว่าปลายปีนี้จะมีมาตรการกระตุ้นอะไรหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ และคาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในไตรมาส 4 น่าจะเติบโตได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็มีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ก็เห็นชัดขึ้น กำลังจะมีกฎหมายออกมาในเร็ว ๆ นี้