คอลัมน์ : Market Move
ศึกควบรวมกิจการระหว่างเซเว่นแอนด์ไอโฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) บริษัทแม่ของเซเว่นอีเลฟเว่นญี่ปุ่น และ อาลิมองตาซิยง คูซ-ตาร์ (Alimentation Couche-Tard) ยักษ์ค้าปลีกแคนาดา ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซอร์เคิลเค (Circle K) มูลค่า 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จบลงด้วยการที่ คูซ-ตาร์ ซึ่งเป็นผู้เสนอซื้อกิจการเซเว่นฯ ตัดสินใจล้มดีลอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2025 ตามเวลาญี่ปุ่น หลังเดินหน้าเจรจาอย่างดุเดือดมาตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2024
อาลิมองตาซิยง คูซ-ตาร์ ให้เหตุผลของการตัดสินใจล้มดีลครั้งนี้ว่า เป็นเพราะขาดการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์จากฝ่ายเซเว่นแอนด์ไอโฮลดิ้งส์ ตลอดช่วงเวลากว่า 1 ปีของการเจรจา ซึ่งมีทั้งการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบครอบครัวอิโต และความพยายามทำให้เกิดความล่าช้าในการเจรจา
“เราเชื่อว่าแนวทางนี้ตอกย้ำความกังวลของเราเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลของเซเว่นแอนด์ไอฯ และจากการขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจอย่างต่อเนื่องนี้ เราจึงขอถอนข้อเสนอของเรา”
ด้านเซเว่นแอนด์ไอโฮลดิ้งส์ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้รู้สึกผิดหวัง แต่ไม่แปลกใจ เพราะการตัดสินใจฝ่ายเดียวของ คูซ-ตาร์ นั้นอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ได้รับข้อเสนอดีลควบกิจการ เศรษฐกิจโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดการเงิน
นอกจากนี้ คณะกรรมการพิเศษของเซเว่นแอนด์ไอฯ เข้าเจรจากับ Couche-Tard อย่างต่อเนื่องด้วยความจริงใจและสร้างสรรค์ เพื่อหาข้อตกลงที่เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นของบริษัท พร้อมกับเน้นย้ำเรื่องอุปสรรคสำคัญอย่าง กฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่อาจส่งผลต่อดีล รวมถึงกรอบเวลาที่ยาวนานในการดำเนินการตามกระบวนการกำกับดูแล
อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดจากการถูกซื้อกิจการโดยทุนต่างชาติ แต่ธุรกิจเซเว่นอีเลฟเว่นในญี่ปุ่นยังคงต้องเผชิญความท้าทาย อาทิ แนวโน้มประชากรลดลง, ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นและสหรัฐที่ฟื้นตัวเชื่องช้า, การปรับโครงสร้างแยกธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป ฯลฯ โดยเซเว่นแอนด์ไอฯ ระบุว่า เตรียมเปิดเผยแผนสร้างการเติบโตให้ธุรกิจเซเว่นอีเลฟเว่นญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม 2025 ที่จะถึงนี้
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ภารกิจแรกของเซเว่นแอนด์ไอฯ คือ การพลิกฟื้นธุรกิจร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นให้กลับมาเติบโต หลังไตรมาสล่าสุดที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2025 กำไรจากการดำเนินการของบริษัทลดลง 11% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าลดลง
แม้การจัดโปรโมชั่นลดราคาข้าวปั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ซึ่งช่วง 4 วัน การจัดโปรฯ ข้าวปั้นราคาชิ้นละ 100 เยน จะช่วยให้ยอดขายร้านเดิมในเดือนมิถุนายน 2025 เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023
ตัวเลขสถิตินี้สะท้อนถึงปัญหาการขาดโมเมนตัมการเติบโตของยอดขายร้านเดิมของเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อเทียบกับคู่แข่งในวงการร้านสะดวกซื้อด้วยกัน
เห็นได้จากในเดือนมิถุนายน 2025 ร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน จัดโปรโมชั่นเพิ่มไซซ์ของสินค้าบางรายการขึ้น 50% ช่วยให้ยอดขายร้านเดิมโตถึง 7.7% เช่นเดียวกับแฟมิลี่มาร์ท ที่ใช้กลยุทธ์ดึง โชเฮ โอทานิ นักเบสบอลชื่อดังมาเป็นโฆษกของแบรนด์ ช่วยดันยอดขายร้านเดิมให้เติบโตได้ถึง 4.4%
นอกจากนี้ แม้ด้านตัวเลขมูลค่ายอดขาย เซเว่นอีเลฟเว่นจะยังเป็นผู้นำด้วยยอดขายเฉลี่ยต่อวันที่ 690,000 เยน ขณะที่ลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท มียอดขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 570,000 เยน แต่คู่แข่งทั้ง 2 รายสามารถลดช่องว่างนี้ลงได้อย่างต่อเนื่อง
“ทาคาฮิโระ คาซาฮายะ” นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า คู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่น ๆ ต่างกำลังปรับปรุงร้านค้า และเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้า ทำให้ช่องว่างยอดขายเริ่มหดแคบลงอย่างต่อเนื่อง
ส่วนภารกิจที่ 2 คือ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในอเมริกาเหนือ ที่แม้ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม กำไรจะเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายกลับลดลง 6% ทั้งนี้เชื่อว่า เป็นผลจากทำเลของสาขา ที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมือง และสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้การจับจ่ายของผู้บริโภคระดับรายได้น้อยและปานกลางลดลง
ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่า หลังรอดพ้นจากการถูกซื้อกิจการแล้ว เซเว่นแอนด์ไอฯ จะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการดำเนินภารกิจทั้ง 2 อย่างนี้ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจร้านสะดวกซื้อของบริษัทในทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทร