สัมภาษณ์
ชาตรามือ แบรนด์ชาสัญชาติไทยอายุกว่า 80 ปี ตัดสินใจแตกแบรนด์ใหม่ CTM-Captivating Tea Muse ร้าน “ชาสเปเชียลตี้” บรรยากาศเรียบหรู เน้นใบชาหายาก ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 4 กันยายน 68 ที่เซ็นทรัลพาร์ค แต่อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ในร้านกลับไม่มีอะไรที่สื่อถึงการเป็นแบรนด์พี่น้องของชาตรามือเลย
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช” หรือ “แพรว” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพย์ธารี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชาตรามือ รวมถึงยังเป็นทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ ถึงเทรนด์ในตลาดชาของไทย ที่กลายเป็นโอกาสของการตัดสินใจครั้งสำคัญ อย่างการแตกแบรนด์ใหม่ CTM ในรูปแบบ “ร้านชาสเปเชียลตี้” พร้อมแนวทางการตลาดที่แยกจากชาตรามือ
“พราวนรินทร์” ฉายภาพว่า ขณะนี้ตลาดชาในไทยกำลังเกิดเทรนด์ความนิยม ชาสเปเชียลตี้ หรือชาที่มีเอกลักษณ์พิเศษตามแหล่งปลูก หรือกระบวนการผลิต เช่นเดียวกับตลาดกาแฟที่มีเทรนด์กาแฟสเปเชียลตี้
ทั้งนี้ เนื่องจากความนิยมดื่มชาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยร้านชาหลากหลายแบรนด์ตบเท้าเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่เพียงดื่มชามาก-บ่อยขึ้น แต่ยังเริ่มมองหาชาใหม่ ๆ ที่มากกว่าแค่ประเภทอย่างชาไทย, ชานม, ชาเขียว, ชาจีน, ชาฝรั่ง ฯลฯ แต่มองลึก-ละเอียดไปถึงรสชาติและกลิ่นใหม่ ๆ ด้วย
ตัวอย่างหนึ่งคือ กระแสนิยมมัทฉะ ที่เป็นประเภทหนึ่งของชาเขียว ซึ่งหลายครั้งมีราคาสูงระดับมากกว่า 100 บาทต่อแก้ว สะท้อนถึงพฤติกรรมอยากลองดื่มชา และพร้อมจับจ่ายเพื่อรสชาติชาที่หลากหลายของผู้บริโภคไทย
สร้างเวทีใหม่สำหรับตลาดชา
“พราวนรินทร์” กล่าวต่อไปว่า กระแสนี้สะท้อนถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเปิด “เวทีใหม่” สำหรับนำเสนอชาประเภทอื่น ๆ ของไทย ซึ่งด้วยทรัพยากรต่าง ๆ ในแหล่งปลูก ส่งผลให้รสชาติของใบชาสัญชาติไทยมีมิติด้านรสชาติที่แตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกปากคนดื่มชาไม่แพ้ชาติใดในโลก
ขณะเดียวกัน บริษัทมีความพร้อมทั้งด้านโนว์ฮาวเกี่ยวกับชายาวนาน 80 ปี และพอร์ตโฟลิโอใบชาจากหลายแหล่งผลิตในประเทศที่ยังไม่เคยนำมาจำหน่ายผ่านร้านชาตรามือมาก่อน
จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ CTM หรือ Captivating Tea Muse ร้านชาที่จะเป็น “เวที” นำเสนอชาเหล่านั้น ด้วยคอนเซ็ปต์ชาที่ไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มให้สดชื่น แต่ยังสร้างสุนทรียภาพในการดื่ม ที่สร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงชาดีควรดื่มได้ทุกคน
พร้อมกับเป้าหมายทางธุรกิจที่จะเข้าถึงผู้บริโภคให้ครอบคลุมทั้งตลาดแมส สเปเชียลตี้ และผู้บริโภคหน้าใหม่ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการบริโภคชา หลังฐานลูกค้าชาตรามือดื่มชาเฉลี่ย 2 แก้วต่อวัน ซึ่งยังนับว่าน้อย
แนวคิดนี้ถ่ายทอดมาเป็นจุดเด่นของ CTM ทั้งโพซิชั่นร้านชาสเปเชียลตี้พรีเมี่ยมในราคาจับต้องได้และเข้าถึงง่าย ด้วยใบชาหายาก 12 ชนิด ซึ่งไม่มีในร้านชาตรามือ, เมนูชาไทยสูตรพิเศษกว่า 40 เมนู ที่สกัดสดทุกแก้ว, ท็อปปิ้งหลากหลาย อาทิ ผลไม้-ธัญพืช ราคาเริ่มต้น 70 บาท ขนาดร้าน 50 ตร.ม. พร้อมที่นั่ง และโฟกัสทำเลกลางเมืองโซน CBD นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบสะสมแต้มเพื่อเสริมความคุ้มค่าและรักษาฐานลูกค้าด้วย
แยกภาพจากชาตรามือ
“แพรว” ย้ำว่า แม้ CTM จะต่อยอดโนว์ฮาว และใบชาจากพอร์ตของชาตรามือ แต่การทำตลาดของทั้ง 2 แบรนด์จะแยกจากกัน โดย CTM จะเน้นสร้างการรับรู้โดยไม่อ้างถึงชาตรามือ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภค และช่วยให้ CTM สื่อสาร-ทำการตลาดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 แบรนด์มีโพซิชั่นและคอนเซ็ปต์ รวมถึงระดับราคาที่แตกต่างกัน
โดย CTM เน้นความพรีเมี่ยม ใบชาสเปเชียลตี้ และรสชาติ-ท็อปปิ้งร่วมสมัยอินเทรนด์ ราคาเริ่มต้น 70 บาท ขณะที่ชาตรามือเน้นความดั้งเดิม และรสชาติเข้มข้น ราคาเริ่มต้น 45 บาท
สะท้อนจากร้าน CTM สาขาแรกซึ่งเปิดบริการที่เซ็นทรัลพาร์ค เมื่อวันที่ 4 กันยายน 68 ซึ่งได้รับการตอบรับดีทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ แม้การตกแต่งร้านและการสื่อสารจะไม่กล่าวถึงชาตรามือเลยก็ตาม
ทั้งนี้ เชื่อว่ายุทธศาสตร์นี้จะช่วยให้ CTM ได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง โดยหลังการประเมินผลลัพธ์ของสาขาแรก จะเดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม เน้นทำเล CBD ของกรุงเทพฯ เป็นหลัก รวมถึงในระยะยาวจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ และรักษาความเป็นผู้นำตลาดชาของบริษัทด้วย