เจริญอุตสาหกรรม โชว์ฟอร์มแกร่ง 9 เดือนกวาดรายได้ 1.38 พันล้าน กำไรพุ่งแซงปีก่อน รับอานิสงส์บาทอ่อน-ต้นทุนลด-ค่าระวางเรือคลี่คลาย พร้อมกางแผนปี’69 เร่งเครื่องใช้เงิน IPO ปลดล็อกคอขวดการผลิตนอกฤดู พร้อมมุ่งสู่ผู้นำ “Innovative Healthy Food” เร่งพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตและขนมเพื่อสุขภาพ หวังปั้น New S-Curve เจาะตลาดโลก มั่นใจปี 2569 รายได้เติบโตระดับสองหลัก
นายศักดา ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลไม้อบแห้ง ปลากระป๋อง และขนมเพื่อสุขภาพ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 ในงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์ของบริษัทในปัจจุบันถือว่ามีความแข็งแกร่งและพร้อมก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว ภายหลังจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
9 เดือนกวาดรายได้ 1.3 พันล้าน
โดยผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจน บริษัททำรายได้รวมได้ถึง 1,380 ล้านบาท ซึ่งเกือบเทียบเท่ารายได้ทั้งปีของปี 2567 ที่ทำได้ 1,442 ล้านบาท ในขณะที่กำไรขั้นต้นเติบโตโดดเด่นแตะระดับ 273 ล้านบาท สูงกว่ากำไรขั้นต้นทั้งปีของปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ มีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ค่าระวางเรือที่คลี่คลาย ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่เพียงพอต่อการส่งออก และปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสูงกว่า 70% ครอบคลุม 51 ประเทศทั่วโลก
อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัตถุดิบหลักอย่างมะม่วงในช่วงฤดูกาลผลิตที่ราคาต้นทุนลดต่ำลง ประกอบกับการไม่มีภาระต้นทุนสินค้าคงคลังราคาสูงเหมือนช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้บริษัทสามารถสร้างส่วนต่างกำไรได้ดีขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้อบแห้งที่เป็นรายได้หลักสัดส่วน 88% และกลุ่มปลากระป๋องที่มีการเติบโตของกำไรอย่างน่าพอใจ
ปลดล็อกข้อจำกัดฤดูกาล
นายศักดากล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 ต่อเนื่องถึงปี 2569 บริษัทมั่นใจว่าแนวโน้มการเติบโตยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 10% จากปีนี้ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า การขยายตลาดใหม่ และการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่เน้นนวัตกรรม
โดยบริษัทมีแผนการใช้เงินระดมทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาคอขวดด้านฤดูกาลของวัตถุดิบ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทสามารถใช้กำลังการผลิตได้เต็ม 100% เฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้
คาดว่าหลังจากที่มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจะสามารถจัดซื้อและสต๊อกวัตถุดิบหลักอย่างมะม่วงไว้นอกฤดูกาลได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งปี จากเดิมที่ผลิตได้เต็มที่เพียงช่วงฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนคงที่
ชู R&D ปั้น Healthy Snack
ขณะที่ในส่วนกลยุทธ์การดำเนินงาน บริษัทจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น R&D เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะในกลุ่มขนมเพื่อสุขภาพ (Healthy Snack) ที่แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนรายได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็น New S-Curve ที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป
โดยเบื้องต้นจะมุ่งเน้นสินค้าที่ไม่เพียงแค่อร่อย แต่ต้องมีนวัตกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ Plant-Based ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลก ทั้งจากประเทศเบลเยียมและรางวัล SIAL Selection จากงานแสดงสินค้าที่ประเทศฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการพัฒนาสินค้าร่วมกับลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะตรงกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
คุมเสี่ยง-ลุยนวัตกรรมอาหารโลก
นายศักดากล่าวว่า ในส่วนของการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทจะใช้กลยุทธ์ Natural Hedge จากการนำเข้าและส่งออก ควบคู่ไปกับการทำสัญญา Forward Contract เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท โดยมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านการประชุมผู้บริหารรายสัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ารายใหญ่ 4 รายที่สร้างรายได้รวมกันประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ การก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชนยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงิน โดยภายหลังจากการระดมทุน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทลดลงเหลือเพียง 0.73 เท่า จากเดิมอยู่ที่ระดับ 1 เท่า ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายการลงทุน หรือกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบได้คล่องตัวขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
“จากจุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัว วันนี้เรามีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งเทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เราพร้อมที่จะยกระดับสู่การเป็นผู้นำในการผลิต Innovative Healthy Food ในระดับสากล และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งการรุกตลาดด้วยสินค้านวัตกรรม การบริหารจัดการต้นทุนที่แม่นยำ และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ภายหลังการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของการเติบโตครั้งใหม่ ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การแปรรูปผลไม้แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่คือการขายนวัตกรรมอาหารที่โลกกำลังต้องการ”