Skip to content

Disney รุกอาเซียน ส่ง ‘สวนสนุกลอยน้ำ’ ปักหมุดสิงคโปร์

20 มี.ค. 2569 | 10:55น.
Disney รุกอาเซียน ส่ง ‘สวนสนุกลอยน้ำ’ ปักหมุดสิงคโปร์

ขณะที่การเปิด “ดิสนีย์แลนด์” แบบเต็มรูปแบบในไทย ยังเป็นเพียงความฝัน แต่การมี “สวนสนุกของดิสนีย์” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ กำลังจะกลายเป็นความจริงเร็ว ๆ นี้แล้ว เมื่อยักษ์สวนสนุกประกาศแผนรุกตลาดอาเซียน ด้วยธุรกิจเรือสำราญที่ใช้เรือขนาดยักษ์เป็น “สวนสนุกลอยนํ้า” แทนการลงทุนสร้างสวนสนุกบนพื้นดิน

สำนักข่าว นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ส่งเรือสำราญยักษ์ “ดิสนีย์ แอดเวนเจอร์” (Disney Adventure) มาปักหมุดที่สิงคโปร์ เพื่อเป็นสวนสนุกลอยน้ำ ตามแผนขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หวังลดความเสี่ยงทางธุรกิจ

สำหรับเรือ ดิสนีย์ แอดเวนเจอร์ นี้ออกแบบมาให้เป็น “สวนสนุกลอยน้ำ”ขนาดยักษ์ ด้วยระวางขับน้ำรวมถึง 208,000 เมตริกตัน นับเป็นหนึ่งในเรือสำราญใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 6,700 คน

ภายในเรือออกแบบพื้นที่ให้เป็นสวนสนุกลอยน้ำที่รวบรวมตัวละครและบรรยากาศจากผลงานของดิสนีย์, พิกซาร์ และมาร์เวล เข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น 7 โซนหลัก เช่น “Toy Story Place” และ “San Fransokyo Street” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลากหลายช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เติบโตมากับภาพยนตร์ของดิสนีย์

ด้านราคาค่าตั๋วนั้นจะมีหลากหลายแพ็กเกจ ตัวอย่างหนึ่งคือ แพ็กเกจระยะเวลา 3 คืนในช่วงเดือนกรกฎาคม สำหรับครอบครัว 4 คน (ผู้ใหญ่ 2 คน และเด็กประถม 2 คน) ในห้องพักแบบมองเห็นวิวทะเลจะอยู่ที่ประมาณ 3,400 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 85,700 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ : 25.2 บาท) โดยราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางมายังสิงคโปร์

แม้ราคาจะค่อนข้างสูง แต่สอดคล้องกับเป้าหมายจับกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นในภูมิภาคนี้ และนักท่องเที่ยวทั่วเอเชียที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ของดิสนีย์ โดยแหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า ครอบครัวชนชั้นกลางในอาเซียนและเอเชียน่าจะสามารถเข้าถึงทริปนี้ได้ เนื่องจากดิสนีย์มีเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น รวมถึงการผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ด้วย

โดยดิสนีย์ แอดเวนเจอร์ เริ่มออกเดินทางเที่ยวแรกไปเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2026 ผ่านมา ตามเส้นทางเดินเรือที่ออกจากท่าเรือมารีน่า เบย์ ครูซเซ็นเตอร์ (Marina Bay Cruise Centre)ประเทศสิงคโปร์ และล่องไปในย่านทะเลจีนใต้เป็นเวลา 3-4 คืน ก่อนจะกลับมาเทียบท่าที่สิงคโปร์อีกครั้ง

ทั้งนี้ การนำเรือสำราญมาให้บริการนับเป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์เข้ามาปักธงต้งท่าเรือหลัก หรือ โฮมพอร์ต (Homeport) ในเอเชีย สำหรับธุรกิจเรือสำราญ หลังจากที่ผ่านมาธุรกิจเรือสำราญของดิสนีย์มีศูนย์กลางอยู่ในสหรัฐอเมริกา “จอร์จ ดามารู” (Josh D’Amaro) ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ของดิสนีย์ กล่าวในพิธีเปิดตัวว่า การตั้งฐานเรือสำราญในสิงคโปร์มีเป้าหมายเพื่อแนะนำแบรนด์ดิสนีย์ให้แก่ผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆที่อาจจะได้สัมผัสประสบการณ์ของดิสนีย์เป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มเดินทางออนไลน์ Klook ระบุว่า ชาวจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง เป็นกลุ่มที่มียอดจองทริปเรือดิสนีย์ แอดเวนเจอร์ ล่วงหน้ามากที่สุด ส่วนยอดจองจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากไทยและฟิลิปปินส์กำลังเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน

นอกจากสิงคโปร์แล้ว ดิสนีย์ยังเซ็นสัญญากับบริษัท โอเรียนทัล แลนด์ (Oriental Land) ผู้บริหารโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต เพื่อเปิดตัวเรือสำราญโดยมีท่าเรือหลักในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดเริ่มเดินเรือในปีงบฯ 2028 ด้วย ทำให้หลังจากนี้ ดิสนีย์จะมีธุรกิจเรือสำราญในเอเชียถึง 2 แห่ง คือ สิงคโปร์และญี่ปุ่น

สำหรับเหตุผลที่ดิสนีย์หันมาเร่งสปีดธุรกิจเรือสำราญในเอเชีย เนื่องจากกระแสการเติบโตของธุรกิจเรือสำราญในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากข้อมูลของสมาคมเรือสำราญระหว่างประเทศ (Cruise Lines International Association-CLIA) ที่ระบุว่า เมื่อปี 2024 จำนวนผู้โดยสารเรือสำราญในเอเชียเติบโตขึ้นในระดับเลขสองหลักแตะ 2.6 ล้านคน และแม้ปัจจุบันชาวเอเชียจะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของผู้โดยสารเรือสำราญทั่วโลก แต่คาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2035 “โฮเอล แคตซ์”(Joel Katz) ผู้อำนวยการบริหารของ CLIA ประจำภูมิภาคออสตราเลเซียและเอเชีย ยืนยันว่า เอเชียคือภูมิภาคที่มีศักยภาพมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมเรือสำราญ

อีกเหตุผลที่ดิสนีย์เลือกใช้โมเดลเรือสำราญแทนการสร้างสวนสนุกบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจากปัจจัยด้านความเสี่ยงและต้นทุน หลังในช่วงทศวรรษ 1990สิงคโปร์เคยมีความพยายามที่จะดึงดิสนีย์แลนด์มาตั้งในประเทศ แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกเนื่องจากข้อตกลงที่ไม่ลงตัวด้านงบประมาณและการเวนคืนที่ดิน

ในทางกลับกัน ธุรกิจเรือสำราญไม่ต้องการที่ดินผืนใหญ่สำหรับการก่อสร้าง และยังสามารถเปลี่ยนท่าเรือหลักได้ง่าย ช่วยให้ปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็ว รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจเมื่อเทียบกับการสร้างโครงถาวรบนบก ในขณะที่ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มแฟนคลับจำนวนมากในภูมิภาคที่ยังไม่มีสวนสนุกแบบดั้งเดิมตั้งอยู่

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ตัดสินใจผลักดันให้ธุรกิจเรือสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ด้วยการลงทุนกว่า 40 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในการปรับปรุงท่าเรือมารีน่า เบย์ ครูซ เซ็นเตอร์ ขยายความจุของอาคารผู้โดยสารเพื่อให้เรือสำราญขนาดใหญ่จากค่ายต่าง ๆ เช่น Royal Caribbean Group และ Genting จากมาเลเซีย สามารถเข้าจอดพร้อมกันกับเรือของดิสนีย์ได้

อย่างไรก็ตาม แผนการของดิสนีย์ยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสภาวะเงินเฟ้อและผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเรือสำราญในสิงคโปร์ยังมีความท้าทายในการพัฒนาฐานลูกค้ากลุ่มชนชั้นกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ยังต้องเจอกับสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Disney+ สวนสนุกลอยน้ำ