คอลัมน์ : Market Move
วงการอาหารญี่ปุ่นในอาเซียนกำลังจะคึกคักยิ่งขึ้นไปอีกระดับ เมื่อมิตซูบิชิ คอร์ป (Mitsubishi Corp) ยักษ์อุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่น ผนึกกำลังกับดีเคเอสเอช (DKSH) ยักษ์ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและโลจิสติกส์ สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขนทัพอาหารญี่ปุ่นมาบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่าความร่วมมือระหว่างมิตซูบิชิและดีเคเอชเฮชในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำอาหารญี่ปุ่นมาบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบ อาศัยเครือข่ายกระจายสินค้าของดีเคเอชเฮช ที่ปัจจุบันรับหน้าที่กระจายสินค้าให้กับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่จากทั้งยุโรปและอเมริกา เช่น เนสท์เล่ (Nestle), เป๊ปซี่ โค (PepsiCo) และคราฟท์ ไฮนซ์(Kraft Heinz)
ด้วยการจัดส่งสินค้าไปยังร้านค้าหลายแสนแห่งตั้งแต่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านค้าขนาดเล็กใน 6 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยมิตซูบิชิจะต่อยอดศักยภาพนี้มาทำตลาดอาหารญี่ปุ่นหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน, อาหารแปรรูป, เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเกาะกระแสความสนใจวัฒนธรรมและสินค้าญี่ปุ่นที่กำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอาเซียนที่เดินทางเข้าญี่ปุ่น
เห็นได้จากข้อมูลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ที่ระบุว่าเมื่อปี 2025 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 26% จากปี 2023 เป็นประมาณ 19,000 แห่ง โดยร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังอย่าง “มารุกาเมะ เซเมน” (MarugameSeimen) และร้านซูชิสายพาน ซูชิโร่ (Sushiro) รวมถึงร้านอาหารท้องถิ่นที่เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ เติบโตและเป็นที่นิยมมากขึ้น
ขณะเดียวกันผู้ผลิตอาหารญี่ปุ่นเป็นอีกกลุ่มที่กำลังขยายสายผลิตและการขายในภูมิภาคนี้เช่นกัน อาทิ บริษัทเอสแอนด์บี ฟู้ดส์ (S&B Foods) เริ่มก่อสร้างโรงงานในไทยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่คิวพี (Kewpie) ได้ขยายโรงงานผลิตในไทยและอินโดนีเซียในปี 2025
การผนึกกำลังกับดีเคเอสเอชนี้ต่อเนื่องจากการที่มิตซูบิชิลงทุนกว่า 1.3 แสนล้านเยน หรือประมาณ 2.66 หมื่นล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันเมื่อปี 2025 ตั้งมิตซูบิชิ โชคุฮิน (Mitsubishi Shokuhin) บริษัทลูกซึ่งดำเนินธุรกิจกับผู้ผลิตสินค้าในญี่ปุ่นตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะภูมิภาครวมกว่า 6,500 แห่ง
อีกจุดที่สะท้อนความมุ่งมั่นของยักษ์อุตสาหกรรมญี่ปุ่น คือ ในความร่วมมือกับดีเคเอสเอชครั้งนี้มิตซูบิชิกำลังพิจารณาที่รับผิดชอบเรื่องพิธีการศุลกากรและการขนส่งทางทะเลสำหรับการส่งออกสินค้าจากญี่ปุ่นผ่านบริษัทในเครือ เพื่อลดภาระให้กับผู้ผลิตอาหาร ขณะที่มิตซูบิชิ โชคุฮินจะแชร์โนว์ฮาวความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมอุณหภูมิสำหรับการขนส่งสินค้าแช่เย็นและแช่แข็งแก่ดีเคเอสเอชด้วย
เนื่องจากอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวปั้น รวมถึงอาหารแช่แข็ง ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นต่างจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างละเอียดระหว่างการขนส่งเพื่อคงคุณภาพ ทำให้ในช่วงเริ่มต้นมิตซูบิชิจะเน้นส่งออกสินค้าที่สามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้องเป็นหลัก ก่อนจะขยายประเภทสินค้าไปยังกลุ่มแช่เย็นและแช่แข็งในอนาคต
นอกจากนี้ ความซับซ้อนของตลาดอาเซียนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความร่วมมือนี้ โดยในตลาดค้าปลีกอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านโชห่วย และตลาดยังคงเป็นช่องทางจำหน่ายสำคัญด้วยสัดส่วน 50%-90% ของตลาดรวม ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ราย อาทิ อายิโนโมะโต๊ะ เท่านั้นที่สร้างเครือข่ายการขายที่เข้าถึงร้านค้าเหล่านี้ได้
ดังนั้นการรุกตลาดอาเซียนจึงเป็นอุปสรรคที่สูงมากสำหรับผู้ผลิตรายเล็กและขนาดกลางในญี่ปุ่น ที่พยายามดิ้นรนหาทางเติบโต ท่ามกลางภาวะชะงักงันและหดตัวของตลาดอาหารในญี่ปุ่นเนื่องจากจำนวนประชากรลดลง ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศอย่างเอเชีย, ยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าระหว่างปี 2020 ถึง 2040 จะเติบโตเป็น 2 เท่าหรือมีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านล้านเยน
โดยกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารให้มากขึ้นจากปี 2024 มากกว่า 3 เท่าเป็น 5 ล้านล้านเยนภายในปี 2030
นอกจากตลาดอาเซียนแล้ว มิตซูบิชิยังไปโปรโมตอาหารญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อเดือนมกราคมบริษัทลงทุนและร่วมทุนกับยามิ (Yami) สตาร์ตอัพด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งขายผลิตภัณฑ์อาหารเอเชียและสินค้าอุปโภคบริโภคจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้จีน และประเทศอื่น ๆ ให้กับลูกค้าสมาชิกกว่า 4 ล้านรายในอเมริกาเหนือ
ปัจจุบันยามิมีไลน์อัพสินค้าญี่ปุ่นกว่า 100,000 รายการ และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสินค้าญี่ปุ่นโดยรวมให้มากกว่าสองเท่าในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบขายจำกัดเวลาและสินค้าประจำภูมิภาค ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายจัดซื้อของมิตซูบิชิ โชคุฮิน
ด้วยความพยายามเหล่านี้ มิตซูบิชิตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในต่างประเทศของมิตซูบิชิ โชคุฮิน ให้สูงแตะระดับหลายแสนล้านเยนภายในปี 2030 จากประมาณ 1 พันล้านเยนในปีงบประมาณล่าสุดที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2025