ทีเอสเอ็มซี
คอลัมน์ : Market Move
ทีเอสเอ็มซี (TSMC) เอ็นวิเดีย (Nvidia) และซัมซุง (Samsung) เป็นชื่อที่ผู้คนมักนึกถึงเมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์ แต่เบื้องหลังของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโลกนี้ ยังมี 4 ยักษ์อุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่นที่มีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้อยู่ด้วย
โดย 4 ยักษ์อุตสาหกรรมญี่ปุ่นนั้นคือ โตโต้ (Toto) ผู้เล่นรายใหญ่ในวงการสุขภัณฑ์, คาโอ (Kao) ยักษ์ความงาม, อายิโนะโมะโต๊ะ (Ajinomoto) ยักษ์วงการอาหาร และนิคอน (Nikon) หนึ่งในผู้ผลิตกล้องและเลนส์รายใหญ่
สำหรับโตโต้นั้น แม้จะเป็นที่รู้จักจากสินค้าอย่าง โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ หรือชุดครัว แต่ปัจจุบันหนึ่งในรายได้หลักของโตโต้มาจากชิ้นส่วนเซรามิกที่ผลิตแบบแม่นยำสูง สำหรับใช้ในอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นส่วนสำคัญในกระแสการเติบโตของ AI
โดยการวิจัยด้านเซรามิกของโตโต้เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 ซึ่งเป็นช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มชะลอตัวลง และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ “จุนจิ คาเมชิมะ” ผู้จัดการฝ่ายวางแผนธุรกิจเซรามิกของโตโต้ กล่าวไว้ว่า เราต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกของเรา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จึงมีการจัดตั้งแผนกเซรามิกขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1984
ก่อนจะออกมาเป็นสินค้าหลัก 3 ตัว คือ อุปกรณ์ยึดแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนเข้ากับแท่นยึดด้วยไฟฟ้าสถิต Electrostatic Chucks หรือ e-Chucks สำหรับใช้ในเครื่องสร้างลายวงจร ก่อนจะถูกนำไปผลิตหน่วยความจำแบบ NAND ชิ้นที่สอง คือ ส่วนดักจับไอละเหยสำหรับป้องกันอุปกรณ์ในขั้นตอนกัดกรดของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นที่สาม คือ ชิ้นส่วนโครงสร้างที่มีความทนทานสูงที่ใช้ในอุปกรณ์การผลิตสำหรับแผง LCD ขนาดใหญ่
ธุรกิจผลิตเซรามิกขั้นสูงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโตโต้มานานกว่า 5 ทศวรรษ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้สร้างรายได้มากนัก จนกระทั่งปีงบฯล่าสุด ซึ่งโตโต้คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซรามิกขั้นสูงจะเพิ่มขึ้น 32% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.7 หมื่นล้านเยน ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026
ตัวเลขดังกล่าว จะทำให้แผนกเซรามิกขั้นสูงทำผลงานได้ดีกว่าธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะทำกำไรได้ 1.8 หมื่นล้านเยน และหน่วยธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในต่างประเทศที่ 7 พันล้านเยน ส่งผลให้แผนกเซรามิกขั้นสูงสร้างกำไรถึง 55% ของทั้งบริษัท
หลังจากนี้ โตโต้เตรียมโฟกัสกระแสนิยมผลิตชิปเลต (Chiplet Integration) เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยการรวมชิปหลายตัวเข้าด้วยกัน ซึ่ง “เรียวสุเกะ ฮายาชิ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของโตโต้ กล่าวว่า ชิ้นส่วนโครงสร้างของโตโต้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับวัสดุที่ใช้ทำอุปกรณ์ยึดชิปเลต และบริษัทเริ่มกระบวนการพัฒนาชิ้นส่วนเหล่านี้แล้ว
ด้าน “คาโอ” นอกจากสินค้าความงามแล้ว ยังมีธุรกิจพัฒนาและทดสอบน้ำยาทำความสะอาดสำหรับชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง เช่น ชิป และแผ่นซิลิคอนที่ใช้ทำแผงวงจร (Substrates) ด้วยการต่อยอดโนว์ฮาวการผลิตสารทำความสะอาดอย่างการขจัดคราบสกปรกโดยไม่ทำลายพื้นผิวของเสื้อผ้า ผิวหนัง หรือเส้นผม
โดยที่ผ่านมา คาโอนำโนว์ฮาวนี้มาใช้ผลิตสารทำความสะอาดสำหรับน้ำยาทำความสะอาดสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และโทรทัศน์อยู่แล้ว
และเมื่อเดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา ยักษ์ความงามเริ่มเดินเครื่องศูนย์ทำความสะอาดแห่งแรกในต่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยของบริษัทสาขาไต้หวัน ศูนย์แห่งนี้จะทำงานร่วมกับลูกค้า เพื่อทดสอบและพัฒนาสารทำความสะอาดสำหรับชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง ไปจนถึงออกแบบกระบวนการทำความสะอาดชิปด้วย
เนื่องจากการลดขนาดชิปลง ทำให้ความสะอาดชิปจะทวีความสำคัญมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ชิปขนาด 2 นาโนเมตรนั้น การทำความสะอาดคิดเป็น 30% ถึง 40% ของกระบวนการผลิต เพราะการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยจากอนุภาคที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวงจรได้
ดังนั้น ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้คาโอสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น ทีเอสเอ็มซี ได้รวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ ยอดขายจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ของคาโอในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2025 เพิ่มขึ้น 7% เป็น 4.51 แสนล้านเยน และคิดเป็น 24% ของยอดขายรวมทั้งหมด ขณะที่ยอดขายสารทำความสะอาดเซมิคอนดักเตอร์พุ่งสูงขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนอายิโนะโมะโต๊ะนั้น ต่อยอดโนว์ฮาวในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อผลิตวัสดุฉนวนหุ้มวงจรไฟฟ้าในแผ่นซิลิคอนที่ใช้ทำแผงวงจร, คอมพิวเตอร์, เซิร์ฟเวอร์และชิป AI โดยใช้ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตผงชูรส
ที่ผ่านมา อายิโนะโมะโต๊ะขายวัสดุนี้ให้กับผู้ผลิตแผ่นซิลิคอนที่ใช้ทำแผงวงจรทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกผ่านอายิโนะโมะโต๊ะ บิลด์-อัพ เฟิร์ม (Ajinomoto Build-up Film-ABF) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ รวมถึงมีแผนลงทุนด้วยเม็ดเงินมากกว่า 2.5 หมื่นล้านเยน ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตวัสดุฉนวนนี้ให้สูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ เอบีเอฟมีส่วนแบ่งตลาดวัสดุฉนวนมากกว่า 95% ขณะที่วัสดุอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำกำไรประมาณ 1 ใน 4 ของกำไรสุทธิของบริษัท โดยอายิโนะโมะโต๊ะคาดว่า ในปีงบฯสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ธุรกิจนี้จะสร้างกำไรสุทธิสูงถึง 54% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มธุรกิจเครื่องปรุงรสและผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งทำกำไรในสัดส่วน 15%
สำหรับนิคอน ปัจจุบันเป็นเพียง 1 ใน 2 บริษัทในโลกร่วมกับคู่แข่งอย่าง เอเอสเอ็มแอล (ASML) ที่สามารถผลิตอุปกรณ์โฟโตลิโทกราฟีแบบอาร์กอนฟลูออไรด์ (ArF) ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญในการผลิตชิป
โดยที่ผ่านมา นิคอนซัพพลายอุปกรณ์นี้ให้กับอินเทล (Intel) เป็นหลัก ตั้งแต่ปีงบฯปัจจุบันเป็นต้นไป นิคอนจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าเพิ่ม ด้วยจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเอเอสเอ็มแอล เนื่องจากความสามารถในการผลิตส่วนประกอบของเครื่องหลายชิ้นด้วยตัวเอง ทำให้มีต้นทุนที่ดีกว่า จึงมั่นใจว่าจะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มได้ รวมถึงยังคงมีกำไร
โดย “ยาสุฮิโระ โอมูระ” ประธานของนิคอน ยืนยันว่า แม้บริษัทจะเสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง แต่ระดับราคานี้ยังสามารถทำกำไรให้บริษัทในระดับที่มีนัยสำคัญได้อยู่
รวมถึงขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตชิปรายใหญ่หลายรายในสหรัฐอเมริกาและเอเชียเกี่ยวกับดีลซื้ออุปกรณ์โฟโตลิโทกราฟีแบบอาร์กอนฟลูออไรด์ โดยการเจรจาใกล้จะบรรลุข้อตกลงสั่งซื้อแล้วอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวของยักษ์อุตสาหกรรมญี่ปุ่นในครั้งนี้ ย้ำถึงศักยภาพทางนวัตกรรม และเทคโนโลยีของแบรนด์ญี่ปุ่น ที่ยังคงแข่งขันได้ในตลาดโลก แม้ด้านธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักต์จะถูกเบียดจากแบรนด์เกาหลีและจีนอย่างหนักก็ตาม