Skip to content

ขแมร์ไทม์เผยแพร่เสวนา “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” ทำไมทูตอุเอโนะห่วงปิดด่านยืดเยื้อ

03 ก.พ. 2569 | 17:08น.
ขแมร์ไทม์เผยแพร่เสวนา “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” ทำไมทูตอุเอโนะห่วงปิดด่านยืดเยื้อ

ทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาเน้นย้ำเหตุผลการปิดพรมแดนทางบกไทย-กัมพูชาเป็นเวลานาน กระทบต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินงานในกัมพูชา ทำให้ต้องใช้เส้นทางการขนส่งทางอากาศและทางทะเล ทูตตั้งข้อสังเกตท่าเรือสีหนุวิลล์คึกคัก พร้อมระบุขอให้รัฐบาลสองฝ่ายหารือในคณะกรรมการชายแดนกรอบ GBC 

ขแมร์ไทม์ (Khmer Times) สื่อท้องถิ่นกัมพูชารายงานว่า นายอุเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำกัมพูชา กล่าวว่า การปิดพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย กำลังส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินงานภายใต้โมเดล ไทยแลนด์พลัสวัน(Thailand Plus One) กำลังเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์

ในการบรรยายหัวข้อ “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” (Cambodia-Japan in the New World) หรือชื่อเต็ม “บทสนทนากับ ฯพณฯ อุเอโนะ อัตสึชิ ความสัมพันธ์กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกใหม่” (Public Conversation with H.E. UENO Atsushi Cambodia-Japan in the New World)

ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 ณ ศูนย์ความร่วมมือกัมพูชา-ญี่ปุ่น ทูตอุเอโนะกล่าวว่า การปิดพรมแดนเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสร้างความยากลำบากอย่างร้ายแรงให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินงานในกัมพูชา

เดือนกันยายน 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นและนักลงทุนเรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาเปิดพรมแดนอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูการค้า โดยการปิดพรมแดนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตชาวญี่ปุ่น นำไปสู่การเรียกร้องให้รื้อฟื้นการขนส่งสินค้า เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกจากพื้นที่ (อ่านต่อ)

ทูตอุเอโนะระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ตั้งโรงงานในประเทศไทย แต่เนื่องจากค่าแรงหรือต้นทุนในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น จึงย้ายส่วนหนึ่งของการผลิตไปยังกัมพูชาเพื่อลดต้นทุน

การขนส่งทางบกเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการปิดพรมแดนทางบกคุกคามโมเดลไทยแลนด์พลัสวันของญี่ปุ่น ซึ่งใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง จากนั้นขยายการดำเนินงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทาน

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว บริษัทเหล่านี้กำลังประสบปัญหาอย่างหนักและมีต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก บริษัทต้องกระจายการขนส่งจากกัมพูชาไปไทย โดยใช้การขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ บางครั้งก็ใช้เส้นทางอ้อมที่ยาวมากจากไทยไปยังลาว จากนั้นไปยังเวียดนาม และจากเวียดนามไปยังกัมพูชาทูตอุเอโนะกล่าว พร้อมระบุว่า ในทางกลับกัน บริษัทต่าง ๆ ก็กำลังปรับตัว 

ขณะเดียวกัน ทูตญี่ปุ่นก็ตระหนักว่า การเปิดหรือปิดพรมแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับทั้งไทยและกัมพูชา พร้อมเสริมว่า ตนและเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ขอให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาหารือในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี (General Border Committee : GBC)

ทูตยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นในกัมพูชา แม้ผลกระทบจะยังค่อนข้างจำกัด

ในปี 2025 สมาชิกสมาคมธุรกิจญี่ปุ่นในกัมพูชาเพิ่มขึ้นเป็น 248 ราย จาก 50 ราย ในปี 2010 และข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (General Department of Customs and Excise) ระบุว่า ในปี 2025 การค้าระหว่างกัมพูชากับญี่ปุ่นเติบโต 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีการค้าทวิภาคีรวมอยู่ที่ 2.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 หมื่นล้านบาท) สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่เพิ่มขึ้น

ทูตอุเอโนะยังกล่าวถึงร่องรอยทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในกัมพูชาว่า มีบริษัทญี่ปุ่นประมาณ 500 แห่งที่ดำเนินงานในประเทศ รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า AEON และโรงงานขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการพัฒนาชั้นนำ โดยให้ทุนสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สะพานสึบาสะ หรือที่รู้จักกันในชื่อสะพานเนียกเลือง ซึ่งเชื่อมจังหวัดกันดาลกับเมืองเนียกเลืองในจังหวัดไพรแวง และถนนหมายเลข 5 รวมถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ญี่ปุ่นได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของกัมพูชา

ทูตอุเอโนะยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้โลจิสติกส์ทางทะเลมากขึ้น ทำให้ท่าเรือสีหนุวิลล์ (Sihanoukville Autonomous Port : PAS) ซึ่งได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนด้านเทคนิค รวมถึงเงินกู้จากประเทศญี่ปุ่น มีบทบาทมากขึ้น โดยในปี 2025 การค้าไทย-กัมพูชา เปลี่ยนไปสู่การขนส่งทางทะเล เนื่องจากการปิดพรมแดนทางบก ทว่าส่งผลให้การค้าทวิภาคีของคู่ขัดแย้งลดลงเกือบ 15% เหลือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 1.13 แสนล้านบาท)

ในประเด็นชายแดน เอกอัครราชทูตย้ำถึงการเรียกร้องของญี่ปุ่น ให้ใช้ความยับยั้งชั่งใจและเจรจาอย่างสันติ

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัมพูชาและไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด และแสวงหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจา” ทูตอุเอโนะกล่าว

นอกจากนี้ ยังระบุว่าญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือด้านเงินฉุกเฉินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทั้งสองประเทศ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และกำลังพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้พลัดถิ่นและแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนา