เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดฉากบอลโลก 2026 มหกรรมกีฬาที่ “แพง” ที่สุดในประวัติศาสตร์-ฝันร้ายโลจิสติกส์

11 มิ.ย. 2569 | 16:08น.

ฟุตบอลโลก 2026 เตรียมเปิดฉากฟาดแข้ง! แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของ 3 ชาติเจ้าภาพ สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก นักวิเคราะห์เตือน อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ “แพงสุดในประวัติศาสตร์” แฟนบอลสายลุยเดี่ยวอาจต้องควักกระเป๋าสูงถึง 1 ล้านบาท เซ่นพิษระยะทางข้ามทวีป และระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้ออำนวย

บทวิเคราะห์จาก ‘ไมเคิล เชิร์ช’ (Michael Church) นักข่าวกีฬาจากฮ่องกง ชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลโลก 2026 ที่เปิดฉากฟาดแข้งนัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิ.ย. เวลา 02:00 น. ตามเวลาประเทศไทย อาจแปรสภาพจาก “งานเฉลิมฉลองของมวลมนุษยชาติ” ไปสู่ “ฝันร้ายทางเศรษฐกิจ” ของแฟนบอลทั่วโลก หลังประเมินต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดทัวร์นาเมนต์อาจพุ่งสูงถึง 1 ล้านบาทต่อคน เหตุกระจายเมืองเจ้าภาพ 3 ประเทศ และขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้ความร่วมมือของ 3 ชาติเจ้าภาพ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา กำลังสร้างสถิติใหม่ในฐานะทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่และมีต้นทุนการเดินทางสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแฟนบอลที่ตั้งเป้าจะเกาะติดทีมโปรดตั้งแต่นัดเปิดสนามไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ณ สนามเมทไลฟ์ สเตเดียม (MetLife Stadium) ในนิวเจอร์ซีย์ วันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะต้องเผชิญกับการเดินทางข้ามทวีปเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร

ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า

แฟนบอลที่ต้องการชมเกมการแข่งขันตลอดทั้ง 5 สัปดาห์ และเดินทางตามโปรแกรมของทีมชาติตนเอง อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายสูงถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.05 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และตั๋วเข้าชมการแข่งขัน

ด้วยงบประมาณที่สูงลิ่วเช่นนี้ ทำให้นักวิเคราะห์แนะนำว่า ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่มีงบประมาณจำกัด คือการเลือกปักหลักอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งที่มีการแข่งขันหลายแมตช์เพื่อใช้เป็น “ศูนย์กลาง” ในการพำนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกแนวทางนี้ ค่าใช้จ่ายก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก ยกตัวอย่างเช่น เมืองดัลลัส (Dallas) ซึ่งเป็นเมืองที่มีจำนวนแมตช์การแข่งขันมากที่สุด มีราคาค่าเช่าที่พักระยะสั้นเฉลี่ยสูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน หรือราว 8,750 บาท ซึ่งหากพักยาวตลอด 5 สัปดาห์ จะต้องจ่ายค่าที่พักเฉพาะเมืองนี้เมืองเดียวสูงถึง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นมูลค่าประมาณ 315,000 บาท

ขณะที่ทางเลือกที่ราคาถูกกว่าก็ต้องแลกมาด้วยความไม่สะดวกและการเดินทางที่ยากลำบาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของอเมริกาเหนือจำเป็นต้องพึ่งพาการขับรถยนต์หรือบริการแท็กซี่เป็นหลัก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนแฝงให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากแน่นอน

ระบบ “Cluster” เซฟนักเตะ แต่กระเป๋าแฟนบอลยังฉีก

ในฝั่งของการบริหารจัดการ คณะผู้จัดงานได้พยายามบรรเทาปัญหาการเดินทางข้ามประเทศในรอบแบ่งกลุ่ม โดยการจัดกลุ่มทีมให้อยู่ในคลัสเตอร์พื้นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระการเดินทางอันยาวนานสำหรับนักกีฬา อย่างไรก็ตาม ระยะทางในภูมิภาคนี้ก็ยังคงเป็นอุปสรรคที่สำคัญอยู่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือตัวอย่างโปรแกรมการเดินทางใน รอบแบ่งกลุ่ม (Group A) ของทีมชาติแอฟริกาใต้

  • แมตช์ที่ 1: ปักหมุดที่ เม็กซิโกซิตี้ (เม็กซิโก)
  • แมตช์ที่ 2: ต้องบินข้ามประเทศไปที่ แอตแลนตา (สหรัฐฯ) ระยะทางบินไกลกว่า 2,000 กม.
  • แมตช์ที่ 3: ต้องบินย้อนกลับมาแข่งที่ กัวดาลาฮารา (เม็กซิโก)

แม้ว่าบรรดาทีมชาติต่างๆ จะมีการตั้งฐานฝึกซ้อมส่วนตัวเพื่อใช้เป็น Hub ในการบินไป-กลับเพื่อลดผลกระทบต่อร่างกายของนักเตะ แต่สำหรับแฟนบอลแล้ว ความท้าทายที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นในรอบน็อกเอาต์ (Knockout Rounds) ซึ่งเส้นทางการแข่งขันจะไม่สามารถคาดเดาได้ และอาจส่งผลให้ตัวเลขสะสมไมล์การเดินทางรวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินพุ่งกระฉูดขึ้นอย่างทวีคูณ

ย้อนรอย “กาตาร์ 2022” สู่ความท้าทายระดับมหากาพย์ในอนาคต

ความยากลำบากในด้านโลจิสติกส์ของปี 2026 ถือว่าตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพที่มีขนาดพื้นที่เล็กมาก โดยกว้างเพียง 80 กม. และยาว 160 กม. แม้กาตาร์จะเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ แต่ในมุมมองด้านการจัดการสำหรับแฟนบอลถือเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำ

ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อถึงกันและให้บริการฟรีจนถึงรุ่งเช้า แฟนบอลในโดฮาสามารถเดินทางไปยังสนามแข่งขันทุกแห่งได้ภายในเวลาไม่เกิน 90 นาที ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่แฟนบอลสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ถึง 2-4 แมตช์ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เป็นไปไม่ได้เลยในแผ่นดินอเมริกาเหนือ

ปัญหาด้านโลจิสติกส์ในมหกรรมกีฬาโลกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรมากนัก เพราะในอดีตแฟนบอลเคยผ่านประสบการณ์ความท้าทายจากพื้นที่อันกว้างใหญ่ของรัสเซียในปี 2018 หรือการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในบราซิลปี 2014 กันมาแล้ว

ปีฟุตบอลโลก / เจ้าภาพความท้าทายหลักของแฟนบอล
2014 (บราซิล)การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
2018 (รัสเซีย)ขนาดพื้นที่ประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล
2022 (กาตาร์)พื้นที่กะทัดรัด เดินทางฟรี และดูได้หลายแมตช์ในวันเดียว
2026 (สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก)ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง / ขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม / ระยะทางไกล

แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ฟุตบอลโลกปี 2030 ในรอบหน้าจะฉลองครบรอบ 100 ปี ซึ่งจะขยายสเกลการจัดงานข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกถึง 6 ประเทศ โดยนัดเปิดสนามจะเริ่มขึ้นในอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัย ก่อนจะย้ายมาแข่งขันต่อที่สเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก ซึ่งอาจกลายเป็นฝันร้ายด้านต้นทุนที่ซ้ำเติมแฟนบอลพันธุ์แท้ต่อจากปี 2026 นี้อย่างแน่นอน