เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ท่องเที่ยว” ดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อน จ่ออัด 3 พันล้าน ทำ “เที่ยวช่วยไทย” 1 ล้านสิทธิ

26 มิ.ย. 2569 | 09:29น.

“สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวฯ เร่งเครื่องปลุกอุตฯ ท่องเที่ยว รุกตั้ง “คณะกรรมการนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวไทย” ดึงเอกชนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนเตรียมของบฯ กลาง 3,000 ล้านบาทอัดโครงการ “เที่ยวช่วยไทย พลัส” รัฐร่วมจ่ายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิปลุกเที่ยวในประเทศ หนุนให้ ผ.15 “อินเดีย” ฟรีวีซ่า 15 วัน พร้อมปรับวีซ่า EU เป็น ผ.30 เท่าเทียมกันทุกประเทศ เร่งสรุปแผนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน หวังดีเดย์ทันไตรมาสแรกปี ’70 แจงแผนรวมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ-วัฒนธรรม มีแต่ข้อดี คาดแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจากที่ผลักดันให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวไทย” โดยดึงเอกชนทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าท่องเที่ยวไทย ทั้งผู้ประกอบการโรงแรม สายการบิน สมาคมท่องเที่ยว ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะนโยบาย สะท้อนปัญหา และร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อรัฐบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ตามโครงสร้างจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคเอกชน เป็นคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อน โดยกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่กลั่นกรองและรับฟังเรื่องต่าง ๆ ก่อนนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งไปแล้วเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีแผนตั้งคณะอนุกรรมการย่อยแต่ละภาคส่วนเข้ามาสนับสนุนในแต่ละภารกิจอีกส่วนหนึ่งด้วย โดยกระทรวงจะรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนก่อนที่จะกำหนดหรือประกาศนโยบายอะไรทุกครั้ง ไม่ใช่รัฐคิดเองทำเอง ซึ่งเอกชนทุกภาคส่วนก็จำเป็นต้องเข้ามาช่วยทำงานและมีส่วนร่วมในการเสนอแนะนโยบายด้วย

“คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ นั้นจะรวมทั้งภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวง, ผู้ว่าการ ททท., อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, อพท. และสมาคมเอกชนต่าง ๆ เช่น สมาคมแอตต้า, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมรถขนส่ง, สมาคมสายการบิน เป็นต้น”

ขอ 3 พันล้านทำ “เที่ยวช่วยไทย”

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า และเพื่อเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้มีศักยภาพในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะนี้กระทรวงมีแผนของบประมาณกลางของงบประมาณปี 2570 ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมาดำเนินโครงการ Co-Payment ผ่านโครงการ “เที่ยวช่วยไทย พลัส” โดยรัฐบาลร่วมจ่าย จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ โดยในรายละเอียดจะมีการปรับเปลี่ยนจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ให้สอดรับกับสถานการณ์

“ในภาพรวมรัฐบาลมีแผนจะทำโครงการ Co-Payment ในส่วนของภาคการท่องเที่ยวแน่นอน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะประมาณ 3,000 บาทต่อสิทธิ ส่วนชื่อจะเป็นชื่อนี้หรือจะเปลี่ยนชื่อ หรือรัฐบาลจะช่วยจ่ายในสัดส่วน 50% หรือ 60% และ 1 คนจะได้กี่สิทธินั้นต้องพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลักการดำเนินการจะตั้งอยู่บนพื้นฐานการใช้ที่ง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน และอาจจะไม่จำกัดวันธรรมดา หรือวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเมืองหลัก-เมืองรอง” นายสุรศักดิ์กล่าว

สำหรับช่วงเวลาดำเนินการนั้นคาดว่าน่าจะเริ่มได้ในช่วงไตรมาส 4/2569 นี้ โดยมีระยะเวลารวม 8 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมทั้งในช่วงที่เป็นไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่น เนื่องจากแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวมีช่วงไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่นที่แตกต่างกัน

ฟรีวีซ่าอินเดีย 15 วัน-ปรับวีซ่า EU

นายสุรศักดิ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้นประเด็นหนึ่งที่ต้องเร่งผลักดันคือ นโยบายวีซ่า หลังจากรัฐบาลทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa) แบบ ผ.60 และปรับปรุง ผ.30 และจัดทำรายชื่อ ผ.15 ใหม่ โดยสนับสนุนให้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาทบทวนวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นแบบ ผ.15 หรือฟรีวีซ่า 15 วัน

จากเดิมที่เป็นแบบ Visa on Arrival (VOA) หรือการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวอินเดียมีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมาก และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มเติบโตสูง

นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มเติมในส่วนของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป (EU) โดยให้พิจารณาเป็น ผ.30 เท่ากับทุกประเทศ เพื่อความรู้สึกที่เท่าเทียมกันของกลุ่มประเทศในสหภาพ EU และเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศไทยเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้คาดว่าทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวนี้จะมีความชัดเจนและเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.ได้ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมนี้

เร่งสรุปเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังต้องเร่งหาข้อสรุปเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียม “เหยียบแผ่นดิน” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เบื้องต้นจะโฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางทางอากาศเป็นหลักโดยทางเลือกแรกคาดว่าจะเก็บผ่านตั๋วโดยสารเครื่องบินจำนวน 300-500 บาท

ทั้งนี้ เพื่อนำรายได้มาดูแลด้านประกันชีวิตให้นักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และดูแลด้านซัพพลายไซด์ ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ห้องน้ำ ฯลฯ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเริ่มจัดเก็บได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570

“สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านทางบกและทางน้ำยังต้องหารือและพิจารณาในรายละเอียดในเฟสต่อไป เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นตลาดระยะใกล้และเดินทางบ่อย ส่วนคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศนั้นระบบจองตั๋วจะคืนเงินทันทีที่จองตั๋วเครื่องบิน” นายสุรศักดิ์กล่าว และว่า ในส่วนของภาษีขาออก หรือ Exit Tax นั้นเป็นบทบาทของกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรอข้อสรุปจากกระทรวงการคลังต่อไป

“ท่องเที่ยว+วัฒนธรรม” มีแต่ข้อดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าในการควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรมด้วยว่า ตามโครงสร้างหน่วยงานที่จะถูกนำไปอยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฯจะประกอบด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรมการท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด, มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทย จะอยู่ในโครงสร้างของกระทรวงการกีฬา

“ตามแผนการเพิ่มกระทรวงเราจะไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังคน จะใช้คนที่มีอยู่เดิม แต่อาจมีการขยายภารกิจและจัดแบ่งคนระหว่างงานท่องเที่ยวและกีฬาให้ชัดเจนขึ้น ไม่ให้ทับซ้อนกัน โดยคาดว่าโครงสร้างใหม่จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้” นายสุรศักดิ์กล่าว และว่า ส่วนตัวมองว่าการเอาท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมนั้นมีแต่ข้อดี และจะทำให้การท่องเที่ยวมีความโดดเด่นมากขึ้น และทำให้กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวขยับขึ้นเป็นกระทรวงเกรด Aที่มีมูลค่าด้วย