หุ้น ‘ท่องเที่ยว’ ลุ้นสงครามยุติ KS ชี้เป้าลงทุน- ‘ทิสโก้’ มองปีนี้ฟื้นยาก
ท่องเที่ยว
หุ้นท่องเที่ยวหืดจับรับเอฟเฟ็กต์สงครามดันน้ำมันแพง-ตั๋วเครื่องบินพุ่ง “TISCO ESU” ประเมินเผยตั้งแต่ต้นปีจำนวนนักท่องเที่ยววูบแล้วเกือบ 3% รายได้ฮวบ 3-4% คาดทั้งปีนี้เทียบปีก่อนนักท่องเที่ยวหายราว 1 ล้านคน ลุ้นบาทอ่อนแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ช่วยประคองรายได้ ฟาก “บล.กสิกรไทย” มองไตรมาส 2 หุ้นท่องเที่ยวยังแข็งแกร่งแม้เผชิญผลกระทบสงคราม จับตาจำนวนนักท่องเที่ยวเดือน มิ.ย. ฟื้นจริงหรือไม่ พร้อมคำแนะนำลงทุน 11 หุ้นท่องเที่ยว

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ปีนี้ภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างเหนื่อย หากดูตัวเลขตั้งแต่ต้นปีถึง ณ 13 มิ.ย. (YTD) อยู่ที่ 14.9 ล้านคน ลดลง 2.8% จากปีที่แล้ว (YoY) ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่อง จากเดือนแรกของปีที่ยังเป็นบวก โดยเฉพาะหลังจากที่มีสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็คาดจะลดลงราว 6 หมื่นล้านบาท จากปีที่แล้วที่ทำได้ 1.54 ล้านล้านบาท เหลือ 1.48 ล้านล้านบาท หรือลดลงประมาณ 3-4%
“ปีนี้ทาง ESU เราปรับตัวเลขเป้าหมายนักท่องเที่ยวลงมา จากเดิมคาดว่าจะโตได้นิดหน่อย หรือ 33.2 ล้านคน เพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 2 แสนคน แต่ตอนนี้เราปรับลดลงมาเหลือ 32 ล้านคน คือต่ำกว่าปีที่แล้วประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่ในแง่รายได้จากการท่องเที่ยวก็น่าจะลดลงด้วย จากตั๋วเครื่องบินที่แพง รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น หลาย ๆ ประเทศก็คงทำกัน ไม่เฉพาะไทย”
นายเมธัสกล่าวว่า กรณีสงครามจบการท่องเที่ยวก็อาจจะฟื้นขึ้นได้ อย่างไรก็ดีมองว่าต่อให้สงครามจบได้ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบิน ก็ไม่น่าจะลดลงได้เร็ว เพราะราคาน้ำมันก็คงไม่ได้ลดลงทันที ซึ่งจะกระทบกำลังซื้ออย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ปัจจัยค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจะช่วยหนุนรายได้ท่องเที่ยวให้ดีขึ้นได้ โดยช่วง 2-3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าไปที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ได้
ขณะที่รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 2/2569 จะยังคงแข็งแกร่งจาก 3 ปัจจัยหลัก ประการแรก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงาน RevPar (รายได้ต่อห้องพักที่มีทั้งหมด) ในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 1,411 บาท เพิ่มขึ้น 4.2% ต่อปี (YoY) สะท้อนว่าภาคธุรกิจโรงแรมในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจะลดลง 7.0% YoY ในเดือนดังกล่าว
ประการที่สอง แนวโน้มผลการดำเนินงานที่ผู้บริหารของบริษัทโรงแรมส่วนใหญ่ให้ไว้ระหว่างการประชุมหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงเป็นบวก โดยผู้บริหารคาดว่า RevPar จะยังคงเติบโตเป็นบวกในไตรมาส 2/2569 และจะเติบโตต่อเนื่องตลอดปี 2569
และประการสุดท้าย จำนวนนักท่องเที่ยวที่รายงานในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.5% YoY พลิกฟื้นจากการลดลง 7.0% YoY ในเดือน เม.ย. และสูงกว่าประมาณการของ บล.กสิกรไทยที่ 2.0 ล้านคนอยู่ 15%
บล.กสิกรไทยชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน มิ.ย. เป็นปัจจัยสำคัญ ประการแรก บริษัทไม่ได้รู้สึกเชิงบวกมากนักต่อการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน พ.ค. หากไม่รวมกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนแล้วจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับแล้วในเดือน พ.ค. ลดลง 2% YoY ประการที่สอง สงสัยว่าการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน พ.ค. อาจเป็นผลจากอุปสงค์คงค้าง และผู้โดยสารที่เลื่อนการเดินทางมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณสนามบินในตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของสายการบินระหว่างประเทศ
ประการสุดท้าย การเร่งตัวขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วโลกที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ (Leisure Spending)
อย่างไรก็ดี อุปสงค์จากธุรกิจ MICE จะช่วยเป็นปัจจัยป้องกันความเสี่ยง งาน MICE ขนาดใหญ่ตามฤดูกาลที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ได้แก่ Gastech, การประชุม IMF และ Tomorrowland ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักเดินทางเพื่อธุรกิจราว 300,000 คนเข้าสู่ประเทศไทยในเดือน ต.ค. แม้ว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานอาจไม่ได้สูงมากนัก แต่ค่าใช้จ่ายต่อหัวของกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่ง บล.กสิกรไทยยังไม่ได้รวมผลบวกจากงานตามฤดูกาลเหล่านี้เข้าไว้ในประมาณการ
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวไทย แต่มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้น หลังจากตัวเลขนักท่องเที่ยวในเดือน พ.ค. สะท้อนว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่ำกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจทบทวนมุมมองการลงทุนอีกครั้ง
หากตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน มิ.ย. ที่กำลังจะมีการรายงาน แสดงให้เห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก แม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น และนำไปสู่การปรับขึ้นของค่าโดยสารเครื่องบินก็ตาม
บล.กสิกรไทยระบุว่า ได้ปรับหุ้นบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เข้ามาแทนบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ในฐานะหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่ม ขณะที่บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ยังคงเป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่ง เนื่องจาก บล.กสิกรไทยชอบผู้ประกอบการโรงแรมที่พึ่งพาตลาดในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงแรมที่ได้รับประโยชน์จากธุรกิจ MICE มากกว่าผู้ประกอบการโรงแรมที่มีการกระจายตัวของทำเลในหลายประเทศ
“สำหรับ AWC ราคาหุ้นลดลง 9% ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เราคาดว่ากำไรปกติในปี 2569 จะลดลงเพียง 4% ส่วน ERW ราคาหุ้นลดลง 11% เช่นกัน ขณะที่ประมาณการกำไรปกติของเราในปี FY2569มีแนวโน้มลดลงเพียง 13%”