เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ญี่ปุ่นผุดกาแฟทางเลือก รับมือวิกฤตเมล็ดกาแฟขาดแคลน

26 มิ.ย. 2569 | 13:02น.
กาแฟ

กาแฟ

คอลัมน์ : Market Move

การขาดแคลนเมล็ดกาแฟ ยังเป็นสิ่งที่ธุรกิจเครื่องดื่มและร้านคาเฟ่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการปลูกกาแฟยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลาย

สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่าอาซาฮี (Asahi) และโคคา-โคล่าเจแปน สองยักษ์เครื่องดื่มของญี่ปุ่น ตัดสินใจเริ่มทดลองโซลูชั่นใหม่อย่าง “กาแฟทางเลือก” (Coffee Alternative) หรือ “กาแฟที่ไม่ได้ผลิตจากเมล็ดกาแฟ” (Beanless Coffee) หวังเป็นตัวเลือกสำหรับรับมือสถานการณ์เมล็ดกาแฟขาดแคลนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

โดยเดือนกันยายน 2026 ที่จะถึงนี้ โคคา-โคล่าเจแปน ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเตรียมส่ง “คาเฟ่ วอเตอร์” (Cafe Water) เครื่องดื่มรสกาแฟที่ไม่ได้ผลิตจากกาแฟ แต่ผลิตจากเส้นใยข้าวโพด (Corn-Derived Fiber) และสารแต่งรสให้คล้ายกาแฟ โดยคาเฟ่ วอเตอร์จะวางขายในแบรนด์ “จอร์เจีย” (Georgia) แบรนด์กาแฟระดับเรือธงของโคคา-โคล่าเจแปน

การวางขายคาเฟ่ วอเตอร์ครั้งนี้ จะทำให้โคคา-โคล่าเจแปน เป็นบริษัทแรกในกลุ่มโคคา-โคล่าทั่วโลกที่ส่งเครื่องดื่มประเภทนี้เข้าสู่ตลาด

ทั้งนี้ คาเฟ่ วอเตอร์วางเป้าจับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และผู้บริโภคที่มองหากาแฟราคาจับต้องได้ ด้วยราคาขายปลีกแนะนำที่ 149 เยน หรือประมาณ 30 บาท สำหรับขนาด 500 มิลลิลิตร ซึ่งจะถูกกว่ากาแฟจอร์เจียทั่วไปประมาณ 20 เยน

ด้าน “อาซาฮี ซอฟต์ดริงก์” เลือกใช้แนวทางที่ต่างออกไป โดยมุ่งจำลองกลิ่น รสขม และเนื้อสัมผัสของกาแฟให้สมจริง พร้อมใช้กาเฟอีนที่ได้จากพืช โดยวางแผนส่งเครื่องดื่มสไตล์ลาเต้ที่ไม่มีส่วนผสมของกาแฟเข้าสู่ตลาดภายในปี 2026 นี้ รวมถึงยังมีแผนจะเปิดตัวเครื่องดื่มที่เลียนแบบกาแฟดำอีกตัวหนึ่งในช่วงปี 2027 ด้วย

กาแฟดำทางเลือกของอาซาฮีจะวางขายในขนาด 430 มิลลิลิตรด้วยราคาขายปลีกแนะนำที่ 227 เยน หรือประมาณ 46 บาท ตามความตั้งใจของบริษัทที่จะรักษาราคาให้เท่ากับกาแฟปกติ

ทั้งนี้ แม้ส่วนผสมหลักในเครื่องดื่มใหม่ของอาซาฮียังเป็นความลับ แต่แหล่งข่าวจากบริษัทอาซาฮีซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบุว่า ส่วนผสมนั้นค่อนข้างทนทานต่อผลกระทบของสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายของเครื่องดื่มชนิดใหม่นี้อยู่ที่การทำให้มั่นใจจะมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตในปริมาณมาก

การแข่งขันหากาแฟทางเลือกนี้เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณซัพพลายเมล็ดกาแฟ ซึ่งรายงานจาก World Coffee Research ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยกาแฟในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเมล็ดกาแฟอราบิก้าลดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2050

เมื่อปี 2025 ราคาซื้อขายล่วงหน้ากาแฟอราบิก้ามาตรฐานของนิวยอร์กเคยพุ่งสูงถึง 400 เซนต์ต่อปอนด์ และยังคงตัวที่ราคานี้นับตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากแม้จะมีการคาดการณ์ว่าผลผลิตจะสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงมีอยู่

ทั้งนี้ ปัจจุบันญี่ปุ่นบริโภคกาแฟมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีกาแฟพร้อมดื่มบรรจุกระป๋องและบรรจุขวดเป็นส่วนสำคัญของตลาดญี่ปุ่น โดย “อินเรียว โซเคน” (Inryo Soken) บริษัทวิจัยตลาดเครื่องดื่ม รายงานว่า เมื่อปี 2025 แบรนด์จอร์เจียของโคคา-โคล่าทำยอดขาย 91.8 ล้านลัง ครองอันดับ 3 ของตลาด

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความสำเร็จของกาแฟทางเลือกนั้นจะขึ้นอยู่กับความน่าดึงดูดของแบรนด์เป็นหลัก เนื่องจากกาแฟทางเลือกเหล่านี้ไม่สามารถติดฉลากว่าเป็นกาแฟได้ ซึ่งโคคา-โคล่ากำลังทยอยนำรูปเมล็ดกาแฟออกจากโลโก้แบรนด์จอร์เจียด้วย

ด้าน “ซันโทรี เบฟเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด” (Suntory Beverage & Food) ยักษ์อาหารและเครื่องดื่มสัญชาติญี่ปุ่นอีกราย เจ้าของแบรนด์กาแฟยอดนิยมอย่าง “บอส” (Boss) กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสกัดกาแฟจากเมล็ดกาแฟให้ได้มากขึ้น ด้วยการใช้กระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการแยกกลิ่นรสกาแฟออกเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 นี้ ซันโทรีฯนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับเครื่องดื่มพร้อมดื่มแบรนด์ “คราฟต์ บอส” (Craft Boss) บางรุ่น และวางแผนที่จะใช้กระบวนการนี้มากขึ้น แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วย

ขณะเดียวกัน ในตลาดสหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบในเรื่องกาแฟทางเลือก โดยบริษัท “อโทโม คอฟฟี่” (Atomo Coffee) ที่ก่อตั้งในปี 2019 ประสบความสำเร็จในการผลิตผงกาแฟเอสเปรสโซที่ไม่มีส่วนผสมของเมล็ดกาแฟ แต่ทำจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและกาเฟอีนที่ได้จากชาเขียว รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์บางชนิดยังผสมกาแฟจริงลงไปด้วย

“แอนดี้ ไคลต์ช” ซีอีโอของอโทโม คอฟฟี่ กล่าวว่า กุญแจสำคัญในการขายกาแฟทางเลือกคือ การแสดงให้เห็นว่าทำไมถึงคุ้มค่าที่จะดื่มเครื่องดื่มนี้ แทนที่จะนำเสนอในฐานะสินค้าทดแทน ทำให้บริษัทเลือกสื่อสารเกี่ยวกับประโยชน์และฟังก์ชั่นด้านสุขภาพเพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้านี้

ความเคลื่อนไหวของทั้งโคคา-โคล่า ประเทศญี่ปุ่น และอาซาฮี สะท้อนถึงเทรนด์กาแฟทางเลือกที่เริ่มคืบคลานเข้ามายังตลาดเอเชีย หลังจากที่ผ่านมาความนิยมยังจำกัดอยู่ในตลาดทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งต้องรอดูกันว่า แบรนด์กาแฟอื่นในเอเชียรวมถึงไทยจะเข้าร่วมเทรนด์นี้ด้วยหรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กาแฟ ญี่ปุ่น