BEARHOUSE กางแผนปี 2026 ปักธง 100 สาขา ลุยโมเดลแฟรนไชส์-ส่งออกแบรนด์
BEARHOUSE ประกาศทิศทางธุรกิจขับเคลื่อนโรดแมปสู่ระดับสากล เตรียมขยายสาขาแตะ 100 แห่งภายในปี 2026 พร้อมเปิดโมเดลฟรานไชส์และแผนรุกตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ด้านผู้บริหารและนักลงทุนย้ำความสัมพันธ์ซัพพลายเออร์คือฟันเฟืองสำคัญในงาน Supplier Recognition Awards 2026 หวังเติบโตร่วมกัน 10 เท่าในอนาคต
ในแวดวงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งที่เป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของทุกแบรนด์ในการนำเสนอแผนธุรกิจต่อนักลงทุน ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่คือคำถามสำคัญที่ว่า “ระบบบริหารจัดการสามารถขยายตัว (Scale) ได้จริงหรือไม่” ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Angel Investor ที่เห็นแบรนด์มาแล้วหลายร้อยราย เปิดเผยถึงมุมมองในการเลือกวิเคราะห์เพื่อเข้าลงทุนในแบรนด์ชานมไข่มุกและเครื่องดื่ม “BEARHOUSE” ว่า เป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์การประเมินได้ครบทั้ง 3 ปัจจัยสำคัญ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าเพียงความนิยมในกระแส
3 มาตรฐานชี้วัด “ระบบหลังบ้าน” เพื่อความยั่งยืน
ในฐานะนักลงทุนที่มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ F&B เป็นหลัก นายณัฐวุฒิระบุว่า ความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่สามารถเติบโตในระยะยาว กับแบรนด์ที่มีอายุสั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่:
- คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (Product)
- ระบบหลังบ้านและการจัดการที่เสถียร (Operation System) เพื่อรองรับโครงสร้างที่แตกต่างกันระหว่างการบริหาร 5 สาขา กับ 500 สาขา ให้ได้รสชาติและบริการที่สม่ำเสมอในทุกแห่ง
- ศักยภาพของผู้ประกอบการ (Entrepreneur & Brand) ในการสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
“ระบบจะดีหรือไม่ดี ชี้วัดได้ง่ายที่สุดจากความกล้าในการขยายสาขา หากระบบจัดการภายในไม่พร้อม ผู้ประกอบการจะไม่กล้าขยายสาขาอย่างรวดเร็วแน่นอน”
ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงสถิติสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้าน BEARHOUSE ผ่านการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเริ่มต้นเพียง 7 สาขา ทะยานสู่กว่า 76 สาขาในปัจจุบัน และอยู่ระหว่างขับเคลื่อนแผนงานขยายตัวสู่ 100 สาขา ภายในปี 2026 ควบคู่ไปกับการเปิดตัวระบบแฟรนไชส์ (Franchise) และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
โมเดล “เก้าอี้ 3 ขา” พันธมิตรต้นน้ำฟันเฟืองร่วมโต 10 เท่า
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์หลักที่ถูกนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว ในการขับเคลื่อนแบรนด์ คือการประยุกต์ใช้โมเดลธุรกิจฟาสต์ฟู้ดระดับโลกอย่าง “โมเดลเก้าอี้ 3 ขา” ประกอบด้วย ขาที่ 1 ผลิตภัณฑ์ ขาที่ 2 แบรนด์ และขาที่ 3 คือ ซัพพลายเออร์ หรือพันธมิตรผู้ส่งมอบวัตถุดิบต้นน้ำ
นโยบายการจัดซื้อของ BEARHOUSE จึงไม่ใช่การมุ่งเน้นเจรจาต่อรองเพื่อสั่งซื้อสินค้าในราคาที่ถูกที่สุด แต่เป็นการให้น้ำหนักกับการรักษาความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์และการบริหารต้นทุนร่วมกันในระยะยาว
นายกานต์ CEO ของ BEARHOUSE ร่วมให้ข้อมูลเชิงสถิติว่า กรณีศึกษาของซัพพลายเออร์มันฝรั่งรายแรก ๆ ของแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดระดับสากล ปัจจุบันเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ที่มีมากกว่า 20,000 สาขาทั่วโลก มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 2,000–3,000% ยืนยันว่าซัพพลายเออร์คือองค์ประกอบหลักในการสร้างการเติบโต ไม่ใช่เพียงคู่ค้าชั่วคราว
การจัดงาน Supplier Recognition Awards 2026 จึงเปรียบเสมือนหลักหมุดสำคัญในการประกาศว่า พันธมิตรซัพพลายเออร์ทั้ง 7 รายที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือกลุ่มโครงสร้างสำคัญที่จะร่วมเติบโตทางธุรกิจขึ้นอีก 10 เท่าตามเป้าหมายของบริษัท
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เดินหน้าปักหมุด Global Brand
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน นายณัฐวุฒิมองว่า ตลาดกลุ่มนี้ยังมีโอกาสทางการค้าอีกมาก โดยวิกฤตเศรษฐกิจจะเป็นบททดสอบที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจ ตั้งแต่ตัวแบรนด์ ซัพพลายเออร์ต้นน้ำ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าผู้บริโภค ซึ่ง BEARHOUSE ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านมาตรวัดผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดดสวนทางสภาวะตลาดที่กดดัน
“BEARHOUSE มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแบรนด์ไทยที่ก้าวออกไปเป็น Global Brand การที่ซัพพลายเออร์ไทยสามารถจับมือและเติบโตไปสู่ตลาดต่างประเทศร่วมกับแบรนด์ได้ ย่อมสร้างความภาคภูมิใจในแง่มาตรฐานและความสำเร็จ นอกเหนือจากผลตอบแทนทางการเงินตามปกติ”
สำหรับก้าวต่อไปของ BEARHOUSE ไม่ใช่เพียงเป้าหมายการเพิ่มจำนวนสาขา แต่คือการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงปลายทาง เพื่อรองรับระดับสเกลธุรกิจ ในมาตรฐานสากล ภายใต้ปรัชญาการทำงานร่วมกัน
“The future of BEARHOUSE will be built together — with the right partners, the right standards, and the same commitment to grow and improve together.”

