ตลาดเครื่องสำอางไทยจ่อแตะ 2 แสนล้าน ‘เอเชีย’ ขึ้นแท่นขับเคลื่อนตลาดโลก
Asian Beauty เครื่องสำอาง
เครื่องสำอางและความงาม หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะโซนเอเชียที่การเติบโตสูง จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Asian Beauty และได้รับการจับตามองว่าเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของอุตสาหกรรมความงามโลก จากการที่ผู้บริโภคทั่วโลกเปิดใจรับแบรนด์ใหม่จากเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ชัดเจน
ขณะเดียวกัน แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ทำให้กลุ่มสินค้าความงามจากทั้ง K-Beauty (เกาหลีใต้), J-Beauty (ญี่ปุ่น), C-Beauty (จีน) และ T-Beauty (ไทย) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคา แต่ขยายไปสู่คุณภาพสินค้า นวัตกรรม ส่วนผสมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ในระดับสากล
ภาพรวมเครื่องสำอางไทย คาดแตะ 2 แสนล้าน
ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางในภาพรวมของไทย ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก มีมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท และประเมินว่าภาพรวมตลาดในปี 2568-2569 มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าแตะระดับประมาณ 1.8 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 2 แสนล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 13.2% และ 12.3% ตามลำดับ
ทั้งยังระบุว่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศมีสัดส่วนราว 78% ของตลาดรวม คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 1.6 แสนล้านบาทในปี 2569 สะท้อนว่าความต้องการด้านความงามภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม
วงการบิวตี้เอเชีย ขึ้นแท่น ‘ผู้กำหนดเกม’
มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่า ปี 2569 วงการบิวตี้เอเชียไม่ได้รอเทรนด์ใหม่ ๆ จากโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเทรนด์และผู้สร้างปรากฏการณ์ความงามใหม่ ๆ ที่เป็นกระแสไปทั่วโลก สอดรับกับปรากฏการณ์ “Asia Rising” ที่เทรนด์จากเอเชียเริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยแต่ละชาติมีจุดเด่น เทรนด์ และนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง T-Beauty, C-Beauty, K-Beauty และ J-Beauty ที่ต่างผลัดกันสร้างมาตรฐานและนิยามความงามใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วโลก
สำหรับ Asian Beauty ในปัจจุบันขับเคลื่อนตลาดผ่าน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ เทรนด์ความงาม (Trends), นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation), ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Function) และส่วนผสม (Ingredients)
จากกระแสความงามเหล่านี้ กลายเป็นหนึ่งโอกาสที่ BEAUTRIUM (บิวเทรี่ยม) แบรนด์ร้านค้าความงามสัญชาติไทย ต้องการผลักดันกระแส Asian Beauty และเป็นจุดหมายปลายทางของสินค้าความงามจากแบรนด์เอเชีย
4 ผู้เล่นหลัก ตลาดบิวตี้เอเชีย
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดความงามไทยว่า ไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มอง ‘ความงาม’ เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงตัวตน ทุกวันนี้ผู้บริโภคไทยทดลองแบรนด์ใหม่เร็วขึ้น เปิดรับผลิตภัณฑ์จากหลายประเทศมากขึ้น และตัดสินใจซื้อจากทั้งคุณภาพสินค้า รีวิวบนโซเชียลมีเดีย ประสบการณ์หน้าร้าน ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือของช่องทางจำหน่าย
และสิ่งเหล่านี้ ทำให้ร้านค้าปลีกความงามต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นจุดขาย แต่ต้องเป็นผู้คัดสรรเทรนด์ เป็นพื้นที่ให้ทดลองสินค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
อติโรจน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้เล่นหลักในตลาดบิวตี้เอเชียจะมีแนวทางที่โดดเด่นแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและวัฒนธรรมความงามเฉพาะของแต่ละประเทศ โดย C-Beauty โดดเด่นในกลุ่มเมคอัพที่เน้นการสร้างมิติบนใบหน้า (Dimension Makeup) ด้วยการแต่งหน้าที่มีความคอนทราสต์สูงโดยเน้นใช้การไฮไลต์และคอนทัวร์เพื่อสร้างโครงหน้าที่โดดเด่น
ส่วน K-Beauty ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มสกินแคร์และงานผิว โดยเฉพาะเทรนด์ Glass Skin (ผิวฉ่ำวาว) ดูสุขภาพดีจากภายใน ควบคู่กับการเติบโตของส่วนผสมและนวัตกรรมสกินแคร์ใหม่ ๆ ที่เน้นการฟื้นบำรุงและเสริม Skin Barrier
ส่วน J-Beauty มีเอกลักษณ์ด้านความเรียบง่ายและความงามที่ดูเป็นธรรมชาติ (Effortless Beauty) มักนิยมลุค Natural Makeup ที่เผยผิวสุขภาพดี ผิวเรียบเนียน เปล่งปลั่ง และการแต่งหน้าที่เสริมจุดเด่นอย่างพอดี ภายใต้แนวคิด “Less is More”
ขณะที่ T-Beauty มีเทรนด์ความงามที่ผสานประสิทธิภาพการใช้งานเข้ากับความเหมาะสมต่อสภาพอากาศเขตร้อน โดยเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์คุมมัน กันน้ำ กันเหงื่อ ติดทนยาวนาน และในด้านเมคอัพ ยังสะท้อนเอกลักษณ์ผ่านลุค Thai Soft Glam ที่เน้นงานผิวสุขภาพดี การแต่งตาให้คมชัดและคิ้วฟูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นลุคที่ผสมผสานความละมุนแบบเอเชียเข้ากับความโดดเด่นที่เหมาะกับโครงหน้าของคนไทย ส่งผลให้ได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน อติโรจน์ เชื่อว่า Asian Beauty จะยังเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยและทั่วโลกในปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่มากขึ้น และมองหาสินค้าที่มีทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า และตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน
เดินหน้าขยายฐานลูกค้า
อติโรจน์ สะท้อนจุดแข็งของ BEAUTRIUM ว่า มีศักยภาพในการคัดสรรแบรนด์และนำเข้าสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร พร้อมนำเสนอความหลากหลายของเทรนด์ความงามจากทั่วเอเชียให้แก่ผู้บริโภคไทยอย่างครบวงจร โดยกลยุทธ์ในปี 2569 BEAUTRIUM เดินหน้าขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าใน 106 สาขาทั่วไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานลูกค้ากว้างและต้องการตัวเลือกเครื่องสำอางที่หลากหลายมากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบัน BEAUTRIUM มีสาขารวม 106 แห่งทั่วประเทศ และมีสัดส่วนแบรนด์ภายในร้าน แบ่งเป็นแบรนด์ไทย 45% และแบรนด์จากต่างประเทศ 55% ทั้งแบรนด์เกาหลี แบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์จีน
ส่วนแบรนด์ไทยที่วางจำหน่ายภายในร้าน ครอบคลุมหลายหมวดหมู่สำคัญ ทั้งสกินแคร์ บอดี้แคร์ เมคอัพ ซันแคร์และกลุ่มสินค้าอื่น ๆ สะท้อนศักยภาพของ T-Beauty ที่ยังมีพื้นที่เติบโตควบคู่ไปกับแบรนด์นำเข้า
ขณะเดียวกันฐานสมาชิกของ BEAUTRIUM ในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตของฐานลูกค้าประจำ และพลังของระบบสมาชิกในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
ส่องรายได้ ‘BEAUTRIUM’ 5 ปีล่าสุด
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุผลประกอบการของ บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด ในช่วง 5 ปีล่าสุด เป็นดังนี้ (หน่วย : บาท)
| ปี 2564 | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 | |
| รายได้หลัก | 443,534,693 | 1,055,822,038 | 1,392,839,036 | 2,270,443,038 | 2,689,891,387 |
| รายได้รวม | 478,950,821 | 1,108,748,755 | 1,518,430,709 | 2,464,773,654 | 2,978,269,449 |
| กำไร/ขาดทุนสุทธิ | -39,922,442 | 63,576,162 | 213,186,056 | 442,953,880 | 461,842,106 |