เจลพลังงาน “ดีเวอร์” บุกโมเดิร์นเทรด-ร้านยา รับมือโควิด-19
เอ็นเนอร์ยีเจลอนาคตสดใส “ดีเวอร์” เดินหน้าเพิ่มช่องทางขาย สยายปีกบุกโมเดิร์นเทรด-ร้านขายยา รุกหัวเมืองต่างจังหวัด ทยอยส่งรสชาติใหม่-เพิ่มสารอาหารบุกตลาด จับตาสถานการณ์โควิด-19 ใกล้ชิด-เตรียมแผนสำรองรับมือ เจาะกีฬาคู่-ทีมเล็ก ปูพรมสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กให้ความรู้ ดึงนักกีฬาทีมชาติเป็นอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมสยายปีกรุกอาเซียน ประกาศเดินหน้าเจาะตลาดมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว หวังปักธงในกลุ่มอาเซียนครบทุกประเทศใน 3 ปี
นายอนนต์ อดิโรจนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์คลาสนิวทริชั่น จำกัด ผู้ผลิตเจลพลังงาน หรือ เอ็นเนอร์ยีเจล แบรนด์ “ดีเวอร์” (Dever) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเอ็นเนอร์ยีเจลหรือเจลพลังงาน ซึ่งเป็นอาหารที่ช่วยให้พลังงานในการเล่นกีฬาต่าง ๆ เริ่มเป็นที่นิยมในตลาดมากขึ้น และสามารถขยับโพซิชั่นจากสินค้านิชที่ใช้เฉพาะในกลุ่มนักกีฬาอาชีพ ขึ้นมาเป็นกึ่งแมสที่มีฐานผู้ใช้ขยายไปยังกลุ่มผู้ออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น จากจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในแง่ของกินง่าย ไม่หนักท้อง และพกพาสะดวก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสออกกำลังที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาทิ การปั่นจักรยานทางไกล การวิ่งมาราธอน ฯลฯ ซึ่งนักกีฬาหรือผู้ออกกำลังกายพยายามจะเพิ่มระยะทางให้มากขึ้น และทำให้สินค้ามีดีมานด์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทจากตัวเลขการเติบโต 10-20% เมื่อปี 2555 เป็น 30-40% ในปี 2558-2559 และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโตระดับ 100%
“ปัจจุบันสินค้าเอ็นเนอร์ยีเจลมีการขยายตัวและเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่บริษัทเริ่มส่งสินค้าออกมาวางตลาดเมื่อปี 2555 หรือเกือบ 10 ปีก่อน และเป็นแบรนด์ไทยเจ้าแรกที่ทำตลาด ซึ่งตอนนั้นเอ็นเนอร์ยีเจลยังถือเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มนักกีฬาอาชีพ และยังไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป”
นายอนนต์ กล่าวต่อไปว่า จากภาพรวมของตลาดเอ็นเนอร์ยีเจลที่มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น ทำให้ขณะนี้มีผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งไทยและต่างประเทศส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้เล่นหลัก ๆ 4-5 ราย ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งแบรนด์ใหม่ที่กระโดดเข้ามา และอีกด้านหนึ่งก็มีบางแบรนด์ที่ถอนตัวออกไป เนื่องจากตลาดนี้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในเรื่องของรสชาติและรสสัมผัส เนื่องจากผู้บริโภคไทยมีความนิยมแตกต่างจากต่างชาติ รวมถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
สำหรับแนวทางการทำตลาดจากนี้ไป จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้การแข่งขันกีฬาหลาย ๆ อย่างต้องเลื่อนหรือยกเลิกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบกับตลาดโดยเฉพาะเรื่องของดีมานด์ที่จะลดลงค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมทั้งแผนหลักและแผนสำรองเอาไว้แล้ว โดยแผนหลักจะเป็นการพยายามผลักดันสินค้านี้ให้ขยับเข้าสู่ตลาดแมส ด้วยการเพิ่มช่องทางการขายในร้านค้าโมเดิร์นเทรดและร้านขายยาในจังหวัดหัวเมืองหลัก ๆ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันที่มีวางในประเภทสินค้ากีฬาต่าง ๆ เช่น บิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น (สนามจักรยานสกายเลน สุวรรณภูมิ) รวมถึงมีแผนจะลอนช์เอ็นเนอร์ยีเจลรสชาติใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่ม จากเดิมที่มี 7 รส พร้อมกันนี้ยังจะมีการเพิ่มเสริมสารอาหารและเยลลี่สูตรใหม่
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มข้นในตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มส่งออกไปยังในมาเลเซียเพื่อวางขายและทำตลาดผ่านตัวแทน หลังจากช่วงปลายปี 2562 เปิดตลาดในสิงคโปร์และลาวไปก่อนแล้ว รวมทั้งจะมุ่งการขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจะมีสินค้าวางจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนครบทุกประเทศภายใน 2-3 ปี
ด้านการตลาดจะระดมการสื่อสารผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังและการใช้งานเอ็นเนอร์ยีเจลผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นนักกีฬาทีมชาติและคนทั่วไป รวมถึงเข้าเป็นสปอนเซอร์ การเปิดบูทแจก-ขายสินค้าในงานแข่งขันกีฬาต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้กับลูกค้าโดยตรง และกระตุ้นการบอกต่อ นอกจากนี้ ก็จะมีกิจกรรมซีเอสอาร์เข้ามาเสริม เช่น นำสินค้าเข้าไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานดับไฟป่า และเฝ้าระวังไฟป่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
นายอนนต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนแผนสำรองบริษัทอาจปรับสัดส่วนงบฯโฆษณาจากเดิมที่ใช้ประมาณ 20% ของยอดขายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงหันมาทำตลาดในกลุ่มกีฬาที่มีการเล่นเป็นคู่หรือทีมขนาดเล็ก แทนการทำตลาดในกลุ่มกีฬาวิ่ง เพื่อพยายามรักษาอัตราการเติบโตให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ซึ่งยอดขายเติบโตประมาณ 100% มาอยู่ในระดับเลข 8 หลัก หรือกว่า 10 ล้านบาท