สายลมการเมืองโลก
ซานาเอะ ทาคาอิจิ
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
รัฐสภาญี่ปุ่นจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ และอาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เนื่องจากว่านางซานาเอะ ทาคาอิจิ อดีตรัฐมนตรีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นหากผ่านการโหวตในสภา
สื่อต่างเสนอข่าว ระบุว่า ทาคาอิจิ เป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่มีจุดยืนชัดเจน เธอเป็นผู้คัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถใช้นามสกุลเดิมต่อไปมาอย่างยาวนาน โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการบั่นทอนขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น
นอกจากนี้เธอยังไม่เห็นด้วยกับการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน เธอเดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นประจำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อุทิศให้กับผู้เสียชีวิตจากสงคราม รวมถึงบุคคลที่ถูกตัดสินว่ากระทำอาชญากรรมสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีการจำกัดบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองไม่ให้มีศักยภาพในการโจมตี
เป็นอีกครั้งที่ประเทศชั้นนำที่ปกครองในระบอบรัฐสภา เลือกผู้นำที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง ได้เลือกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน กลับมาเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง เมื่อเข้ามาแล้ว นายทรัมป์ได้เดินหน้านโยบายขึ้นภาษีศุลกากร โดยกำหนดขึ้นจากผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก และสร้างกระแสขวาจัดขึ้นอย่างมีพลัง และส่งเสริมความเฟื่องฟูของแนวคิดขวาจัด อาทิ กลุ่มนิยมผิวขาว (White Supremacy) กลุ่มนีโอนาซี (Neo-Nazi) การไม่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีทรรศนะในการต่อต้านผู้อพยพ ต่อต้านมุสลิม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ฯลฯ
สำหรับกรณีของญี่ปุ่น จะต้องติดตามบทบาทของนางทาคาอิจิกันต่อไปว่า หากเข้าสู่อำนาจ จะมีแนวนโยบายที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร
ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ มีผลต่อแนวคิดของประชาชนในประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการผู้นำที่กล้าใช้อำนาจเป็นหลักและอาจจะเลยหลัก หรือคุณค่าสำคัญของระบอบประชาธิปไตย สำหรับประเทศไทยได้ผ่านช่วงของการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และมีรัฐบาลที่มีผู้นำมาจากกองทัพ โดยหยุดระบบปกติไปในช่วง 2557-2562 แม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้ง แต่ประเทศก็ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลที่มาจากคณะทหาร
แม้จะมีความพยายามแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังเป็นประเด็นท้าทายว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ นักวิชาการรัฐศาสตร์หลายคน เห็นว่าปัญหาที่จะมีผลต่อการเมืองไทยต่อไป ก็คือ การปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำให้กระแสความนิยมนักการเมือง-พรรคการเมืองลดลงอย่างชัดเจน และสุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและขั้วอำนาจ และเชื่อว่า การเมืองประเทศไทยที่จะมีการยุบสภา เลือกตั้งในต้นปี 2569 ก็น่าจะยังอยู่ภายใต้ผลสะเทือนจากความขัดแย้งดังกล่าว