อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้ามไหล่ “อนุทิน 2/1”
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง
ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรี 18 ราย รวมนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากรัฐมนตรีโควตาพรรคภูมิใจไทย 27 คน
เป็นครั้งแรกของที่นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ถูกยื่นซักฟอก หลังบริหารราชการแผ่นดิน 6 เดือน
เป็นครั้งที่ 6 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 และนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ที่ถูกยื่นอภิปราย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีรายบุคคล ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 ครั้ง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกอภิปรายเพียงคนเดียว 1 ครั้ง
โดยนัยทางการเมือง แม้ครั้งนี้เป็นการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล 18 ราย แต่กินความหมายมากกว่า “ทั้งคณะ” เพราะเป็นการอภิปรายต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน”
มองข้ามไหล่อนุทิน ทะลุเพดานไปถึงระบอบสีน้ำเงิน ที่ฝ่ายค้านกวาดไปรวมกอง อาทิ คณะรัฐมนตรีจากบ้านใหญ่-สส.พรรคสีน้ำเงิน 192 คน-วุฒิสมาชิก 138 คน-เครือข่ายนักการเมืองนอกสภา เหล่าผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ถูกโหวต-จัดตั้ง จากต้นทางในสภาสูง 26 คน และข้าราชการรุ่นใหญ่ ที่ถูกแต่งตั้งยุคภูมิใจไทยนับร้อยตำแหน่ง
อาจนับรวมไปถึงบรรดาผู้นำรัฐวิสาหกิจ ที่มาจากเครือข่ายบุรีรัมย์ และ “สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น”
ไม่อาจไม่นับรวม “ฝ่ายคอย” 58 เสียง จากพรรคกล้าธรรม ที่แม้ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านฝ่ายรัฐบาล และไม่ได้อยู่ในฝ่ายค้าน แต่อยู่ในร่มเงาของรัฐบาลสีน้ำเงิน
ญัตติที่แฟ้มฝ่ายค้าน 145 เสียง จากพรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์-พรรคไทยภักดี-พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยรวมพลัง แจ้งเป็นโจทย์ ในการอภิปราย ครอบคลุม คดีโกงเลือก สว., สถานการณ์อุทกภัย, ปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่น, ปัญหากลุ่มทุนสีเทา-กลุ่มสแกมเมอร์ “ที่กำลังกินรวบประเทศ ระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน”
เฉพาะข้อกล่าวหาของนายอนุทิน “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ”
เกี่ยวพันการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ, โกงการเลือก สว., โกงการสอบข้าราชการ, โกงงบประมาณแผ่นดิน, แทรกแซงองค์กรอิสระ, ล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงล้มเหลวในการจัดการกับความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้
ประเด็นที่คาดว่าการอภิปรายคงเดดล็อก การประท้วงเป็นดอกเห็ดฤดูฝน คือการระบุว่า รัฐบาลอนุทิน “สร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง”
ส่วนนอกสภาผู้แทนราษฎร-มีญัตติสาธารณะ ที่อภิปรายกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวพัน 2 น. ทั้งเรื่องกินรวมกองทุนสุขภาพ-ภาษีบาป-เปลี่ยนจุดจ่ายเงินให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กรณีครอบครองที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กรณีครอบครองที่ดินสนามกอล์ฟ “แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ” จ.นครราชสีมา และโปรเจ็กต์ Thai AI-passport
คาดว่าคณะรัฐมนตรีคงจะตอบรับการอภิปรายแบบ 3 วัน 3 คืน จากที่ฝ่ายค้านขอมา 5 วัน
นักการเมืองพูดกันนอกสภาว่า นายกรัฐมนตรีคงได้เสียงโหวตผ่านได้เสียง “ไว้วางใจ” ท่วมท้นกว่า 292 เสียง จาก 16 พรรค บวกเสียงฝ่ายคอยจากพรรคกล้าธรรม อีก 58 เสียง ทะลุ 350 เสียง
จากนั้นกระบวนการปรับคณะรัฐมนตรี ก็คงจะเริ่มต้นขึ้น และแน่นอนที่สุดว่า พรรคกล้าธรรมต้องได้ “รางวัลแด่คนช่างคอย” เป็นที่นั่งในคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2/1”
ส่วนสถานะของพรรคเพื่อไทย 74 เสียง ที่เคยได้ 7 รัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง และมี “ดีลสุดท้าย” จากประมุขหญิงบ้านจันทร์ส่องหล้า ได้แถมรัฐมนตรี 1 กระทรวงด้านสังคม แต่การจัดรัฐบาลรอบใหม่คงต้องใช้กำลังภายในเข้มข้น เพราะ “ดีลกล้าธรรม” จะเป็นปัจจัยให้เกิดสูตร “ครม.ใหม่”
แม้เสียงของ น.-นอกสภา จะไม่ค่อยเต็มใจนักในการดึง “ทีมธรรมนัส” เข้าร่วม ครม. แต่ น.-ในสภา ต้องการเสียงเติมเต็ม เผื่อเหลือเผื่อขาด หากพรรคสีแดงโหวตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
สุดท้ายเสียง 2 น. และกองทัพงูเห่า จะเป็นปัจจัยชี้ขาด ในการโหวตไว้วางใจและเกมจัดรัฐบาลใหม่