เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

FTA ไทย-ตุรกี เชื่อม 3 ทวีป “เอเชีย-ยุโรป-แอฟริกา”

29 ก.ย. 2562 | 08:47น.

คอลัมน์ แตกประเด็น

โดย อรมน ทรัพย์ทวีธรรม กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ไทยและตุรกีได้เริ่มเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างกันเมื่อปี 2560 โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จในปี 2563 หากถามว่าทำไมต้องเป็นตุรกี ก็พบว่าตุรกีเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจหลายประการ อาทิ ตุรกีเป็นประเทศตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 80 ล้านคน มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับไทยที่พึ่งพิงการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมีนักท่องเที่ยวกว่าปีละ 30 ล้านคน

ตุรกีตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญ อยู่กึ่งกลางระหว่างเอเชีย ยุโรป และอดีตสหภาพโซเวียต มีพรมแดนติดกับประเทศต่าง ๆ ถึง 8 ประเทศ ได้แก่ จอร์เจีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือ อิหร่าน อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจานทางตะวันออก ซีเรีย และอิรักทางใต้ กรีซทางตะวันตก และบัลแกเรียทางตะวันตกเฉียงเหนือ

อีกทั้งยังล้อมรอบด้วยทะเลถึง 3 ด้าน คือ ทะเลดำทางเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางใต้ และทะเลอีเจียนทางตะวันตก เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรป โดยมีช่องแคบตุรกีที่ใช้ในการแบ่งเขตแดนเอเชียกับยุโรป ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งตุรกีเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ การจัดทำ FTA ไทย-ตุรกีจึงเป็นการเชื่อมไทยสู่ 3 ทวีป คือ เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

นอกจากจุดแข็งด้านที่ตั้งและขนาดของตลาดแล้ว ตุรกียังเป็นประเทศที่มีนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก โดยได้ทำ FTA แล้วถึง 24 ฉบับ กับ 27 ประเทศ (ไทยมี FTA 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ) ที่ตุรกีมี FTA ด้วย เช่น EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์) อิสราเอล อียิปต์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ชิลี และสิงคโปร์

และอยู่ระหว่างเจรจา FTA กับประเทศต่าง ๆ ถึง 17 ฉบับ เช่น ญี่ปุ่น เปรู อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน) และกลุ่ม MERCOSUR (บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย) รวมทั้งมีแผนที่จะเริ่มเจรจา FTA กับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เวียดนาม และแอฟริกาใต้

นอกจากนี้ ตุรกียังเป็นสหภาพศุลกากร (customs union) กับสหภาพยุโรป ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปโดยการเป็น customs union จะเข้มข้นกว่า FTA โดยตุรกีและสหภาพยุโรปจะยกเว้นภาษีศุลกากรและข้อจำกัดทางการค้าระหว่างกัน รวมทั้งกำหนดภาษีศุลกากรระดับเดียวกันสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม

มีการประเมินเบื้องต้นว่า การจัดทำFTA ไทย-ตุรกีจะเป็นประโยชน์กับไทย อาทิ (1) ช่วยให้การส่งออกของไทยไปตุรกีขยายตัว สินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ เช่น ยานพาหนะและชิ้นส่วน ตู้เย็น พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยางและผลิตภัณฑ์ ผ้าทอ เมล็ดพืช เคมีภัณฑ์ ผักผลไม้เมืองร้อน และอาหารฮาลาล

สำหรับสินค้าที่คาดว่าตุรกีจะส่งออกมาไทย อาทิ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พรม เฟอร์นิเจอร์ เตียง ฟูก และผักผลไม้เมืองหนาว (2) เพิ่มโอกาสการลงทุนของไทยในตุรกี โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวเนื่องกับบริการท่องเที่ยวที่ไทยเชี่ยวชาญ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และสปา รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมและนิทรรศการ ตลอดจนธุรกิจด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรและประมง และการผลิตสินค้าฮาลาล

ในปี 2561 การค้าระหว่างไทยและตุรกีมีมูลค่า 1,430 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปตุรกี 1,080 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ทำจากยางขณะที่ไทยนำเข้าจากตุรกี 350 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องประดับอัญมณี และรถไฟ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม-มิถุนายน) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไปตุรกี 460 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากตุรกี 240 ล้านเหรียญสหรัฐ