บริหารจัดการความเสี่ยง “เศรษฐกิจ-โควิด”
บทบรรณาธิการ
ระหว่างการปลอดจากโรคโควิด-19 กับเศรษฐกิจที่ฟุบยาว ธุรกิจปิดตัวล้มตาย อาจเป็นเรื่องยากหากต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่ปีนี้เกือบทั้งปีที่ทีมสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล และการบริหารจัดการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.เป็นแกนหลัก พิสูจน์ชัดว่าประเทศไทยควบคุมโรคโควิดได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นำจุดแข็งการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศมาขยายผลต่อยอดให้เศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าให้น้ำหนักด้านสุขอนามัยมากเกินไป ทำให้เศรษฐกิจดิ่งลงจนน่าใจหาย
คนตกงาน โรงงานปิดกิจการ ภาคท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องวิกฤตหนัก คนระดับกลางและล่างรายได้ลด กำลังซื้อหด เป็นปรากฏการณ์สะท้อนว่าการล็อกดาวน์ ปิดประเทศ ตั้งการ์ดป้องกันโควิดเกือบ 100% ช่วงก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจทั้งเสี่ยงทั้งมีต้นทุนเพิ่ม
เป็นโจทย์ใหญ่บนทางสองแพร่งที่รัฐบาลต้องเลือก และบริหารจัดการความสมดุล ไม่ประมาทในการป้องกันเชื้อโควิด ขณะเดียวกันต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤตให้คลี่คลายโดยเร็ว ไม่ใช่มุ่งด้านใดด้านหนึ่ง รอดโควิดแต่อดตาย หรือให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการปกติ แม้เสี่ยงโควิดระบาดรอบสอง
ล่าสุดวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ภายในประเทศเพิ่มขึ้น 1 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 3,875 ราย ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 3,721 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 60 ราย เทียบกับหลายประเทศ แม้ไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี แต่การบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจถือว่าสอบไม่ผ่าน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศช่วงไตรมาส 3 มีแนวโน้มดีขึ้นจริง แต่จีดีพีทั้งปีน่าจะยังเติบโตติดลบ
ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพที่กระหน่ำคนระดับกลาง ระดับล่าง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การส่งออก เอสเอ็มอีถูกกระทบเป็นลูกโซ่ พิษโควิดฉุดรายได้ลด หนี้สินมีเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลต่อสถานะและความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการประเทศ
ท่ามกลางวิกฤตซ้ำซ้อน ภัยเศรษฐกิจ กับภัยจากโควิดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นภารกิจท้าทายที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการควบคู่ ที่สำคัญ ต้องตัดสินใจรวดเร็วและชัดเจน
เพื่อให้เศรษฐกิจภาพรวมสามารถขับเคลื่อน คนไทยปลอดภัยจากโควิด สร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กับสุขอนามัยในระดับที่เหมาะสม ผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่ามากกว่าเสียหาย