บทนำ
มีเสียงเรียกร้องอย่างมากทั้งจากภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง รวมไปถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกหรือลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันแพงกว่าปกติ ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มดีเซลเก็บอยู่ที่ 5.99 บาท/ลิตร เบนซิน 6.50 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 เก็บ 5.85 บาท/ลิตร อี 20 เก็บ 5.20 บาท/ลิตร และอี 85 เก็บ 0.975 บาท/ลิตร
จริง ๆ คนไทยเราใช้น้ำมันแพงกว่าตลาดโลกมายาวนาน ทั้งราคาที่บวกขึ้นจากภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมันฯ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเก่านำมาอุดหนุนเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันในประเทศแพงเกินไป จนทำให้กองทุนติดลบมหาศาล จนเมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง รัฐบาลยิ่งเพิ่มการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไป และเพื่อเป็นทุนอุ้มพลังงานอื่น ๆ
ในอดีตการนำเงินกองทุนอุ้มราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) หรือดีเซล สาเหตุหลักไม่พ้นป้องกันการขึ้นราคาสินค้า เพราะดีเซลเป็นน้ำมันหลักใช้ขนส่ง ขณะที่ก๊าซหุงต้มมีผลกับราคาอาหาร ทำให้เกือบทุกรัฐบาลต้องพยุงราคา 2 พลังงานนี้ไม่ให้แพงเกินไป จนนำมาบวกในต้นทุนสินค้า เพราะทุกครั้งที่ราคาสินค้าหรืออาหารขยับขึ้น แทบไม่เคยมีครั้งใดที่เมื่อราคาต้นทุนพลังงานลด ราคาสินค้าจะลงตาม ทุกอย่างขึ้นแล้วขึ้นเลย
มาในช่วงเวลานี้ที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทุนใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 3.79 บาท/ลิตร ประมาณ 63 ล้านลิตร/วัน ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท/เดือน ส่วนบัญชีแอลพีจีติดลบ 25,218 ล้านบาท กองทุนใช้เงินอุดหนุน 14.86 บาท/กก. ประมาณ 1,800-1,900 ล้านบาท/เดือน
ณ วันที่ 6 ก.พ. 2565 กองทุนมีบัญชีเงินฝากธนาคารและกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังประมาณ 24,000 ล้านบาท สามารถนำมาใช้ตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร และตรึงราคาแอลพีจีอยู่ที่ 318 บาท/ถัง 15 กก. ได้ประมาณ 2-3 เดือน
รัฐบาลจึงตัดสินใจปรับเพิ่มราคาแอลดีจีแบบขั้นบันได ส่วนน้ำมันดีเซล ใช้วิธีลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลลงเหลือ 5% เป็นบี 5 มีผลตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.-31 มี.ค. 2565 ลดต้นทุนได้ประมาณ 50-60 สตางค์/ลิตร พร้อมมีแผนกู้เงินเพื่อมาโปะกองทุนน้ำมันฯอีก 2-3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้เสียงเรียกร้องของหลายภาคส่วนเรื่องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลต้องรับฟัง เพราะลำพังการรอเงินกู้มาโปะกองทุนอาจไม่ทันการณ์ จึงควรใช้กลไกทุกอย่างในมือเพื่อพยุงราคาพลังงานไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชนมากเกินไป