Skip to content

สิ้นสุดทางเลื่อน สูตรเศรษฐกิจแบบเดิม

23 พ.ย. 2568 | 11:38น.
สิ้นสุดทางเลื่อน สูตรเศรษฐกิจแบบเดิม
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

เวทีสัมมนา Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ ของประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา

ดร.สันติธาร เสถียรไทย หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ร่วมนำเสนอมุมมองและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ

โดยสรุปว่า สูตรการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมผ่านไปแล้ว โมเดลการเติบโตสไตล์ “Asian Tigers” ที่เคยผลักดันให้หลายประเทศก้าวกระโดดขึ้นมา อาจไม่สามารถใช้ได้แล้วในบริบทปัจจุบัน

เพราะ “สหรัฐ” ตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของโลกหดตัว และตั้งกำแพงภาษีกีดกันมากขึ้น ขณะที่จีนแข็งแกร่งในการผลิต มีต้นทุนและประสิทธิภาพที่เหนือกว่ามาก ถือเป็นคู่แข่งที่เก่งขึ้นมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับไทยที่จะเติบโตในแบบเดิม ๆ

อย่างไรก็ดี ดร.สันติธารระบุว่า แม้ประตูเก่าจะปิด แต่ประเทศไทยยังมี “ประตูใหม่” ที่สามารถเปิดขึ้นได้ นั่นคือการยกระดับเศรษฐกิจผ่านภาคบริการ ผ่านแรงหนุนจากดิจิทัลกับ AI ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ของไทย ที่เดิมอาจมีข้อจำกัดเรื่องผลิตภาพต่ำ แต่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโครงสร้างนี้ ไม่ว่าจะในระบบสาธารณสุขที่ AI ช่วยลดภาระหมอและพยาบาล ด้านการศึกษาช่วยให้ครูมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังระบุว่า การวัดความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่ใช่แค่สร้าง GDP เหมือนยุคก่อน แต่จะต้องเน้นการสร้าง “งานดี” (Good Jobs) ด้วย

สอดคล้องกับที่นักวิจัย TDRI กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศไทยต้องมีโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่แบบเร่งด่วน เพราะโมเดลเดิมที่พึ่งทุนต่างชาติ และแรงงานราคาถูก ไม่ตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

แม้ BOI มีการส่งเสริมการลงทุนระดับ 1 ล้านล้านบาท ติดต่อกัน 3 ปี แต่ก็พบว่าคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำและถดถอยจากภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.3% ของจีดีพี

ส่วนหนึ่งเพราะการดึงลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่กิจกรรมมูลค่าสูงไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย

รวมถึงตัวเลขขอส่งเสริมลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่ประเทศไทยภาคภูมิใจ ซึ่งทีมวิจัยทีดีอาร์ไอระบุว่า เงินลงทุนจำนวนมากกำลังรั่วไหลไปกับการนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ ขณะที่มีการจ้างงานดูแลระบบ 50-60 คนเท่านั้น

และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ก็คือ นิคมอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไฟฟ้า และน้ำเป็นหลัก ทำให้การกระจายรายได้สู่ระบบเศรษฐกิจน้อย

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ตอกย้ำปัญหา “เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ” เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใด ๆ และยังมองไม่เห็นอนาคตว่า ปีหน้าอะไรจะเป็น “Engine of Growth” ของเศรษฐกิจไทย

เพราะท่องเที่ยวที่เคยเป็น “ตัวแบก” เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาก็ชะลอลง ส่วนภาคส่งออกก็กำลังโดนสงครามการค้าสกัด และตัวเลขส่งออกที่เติบโตสูงถึง 19% ในเดือนที่ผ่านมา แต่ภาคผลิตอุตสาหกรรมไทยโตแค่ 1% สะท้อนว่าสินค้าที่ส่งออกไม่ได้มาจากเมืองไทย แต่ไทยเป็นแค่ “ทางผ่าน”

และล่าสุด “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกาพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในสหรัฐ ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่น่าจะสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทยได้ คือการขายยุทธศาสตร์ “ความมั่นคงทางอาหาร” ท่ามกลางโลกเผชิญความผันผวนทางภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์

ด้วยนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมอาหารโดยใช้ข้อได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น Food Security Hub

ให้ประเทศไทยเป็น “มิตรแท้ด้านอาหาร” ไม่ใช่แค่ขายวัตถุดิบ แต่เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันกับสินค้าในตลาดโลก

นี่อาจเรียกว่าเป็นการกำหนดนโยบายและเป้าหมายที่อยู่บนจุดแข็งของประเทศไทย และตอบโจทย์การสร้างยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะกว่า 30% ของแรงงานไทยอยู่ในภาคเกษตร