คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
หลังจากเคานต์ดาวน์ปีใหม่ไป มาถึงตอนนี้เป็นการเคานต์ดาวน์เลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทย โดยเหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนก่อนหย่อนบัตรพร้อมกันทั่วประเทศ
การลงคะแนนครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญกว่าที่ผ่าน ๆ มา เพราะต้องลงประชามติเห็นสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่
การลงคะแนนเลือก สส.เข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนนั้นสำคัญ เช่นเดียวกับการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญก็สำคัญไม่แพ้กัน
แม้การลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เสมอเพียงก้าวแรกเท่านั้น เพราะยังต้องลงมติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง
แถมการลงประชามติครานี้ก็ซับซ้อนและมีความยากเย็นอยู่ประมาณหนึ่ง
ถ้าอธิบายง่าย ๆ คือจำนวนคนลงมติต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมดและในจำนวนผู้ลงประชามติต้องเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน
หากขาดข้อใดข้อหนึ่งจะถือว่าไม่ผ่านการเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างจากการเลือก สส.ที่จะนับเฉพาะคนได้คะแนนสูงสุดก็ชนะไป
นี่ยังไม่นับวิธีการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ไม่ให้ลงประชามติล่วงหน้า แต่สามารถลงนอกเขตได้
หากดูตัวเลขคนไทยที่ขอใช้สิทธิลงคะแนน สส.ล่วงหน้า และนอกเขต 2.4 ล้านคน แต่มีคนขอใช้สิทธิลงประชามตินอกเขตราว ๆ 1.6 ล้านคน
ซึ่งก็ไม่แปลกที่ตัวเลขออกมาต่างกันขนาดนี้ เนื่องจากผู้ขอใช้สิทธิลงคะแนน สส.ล่วงหน้า ที่จะไปใช้สิทธิในวันที่ 1 ก.พ. 2569 ต้องไปลงคะแนนประชามติอีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ.นั่นเอง
เรียกว่าคนที่ไม่สะดวกลงคะแนนเลือก สส.วันที่ 8 ก.พ. จึงขอใช้สิทธิล่วงหน้า แต่หากจะลงประชามติรัฐธรรมนูญ ต้องถ่อสังขารมาลงคะแนนอีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ.อยู่ดี
การแก้รัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร คงมีคำตอบอยู่แล้วผ่านสถานการณ์การเมือง และความปั่นป่วนต่าง ๆ หรือภาพลักษณ์ในการทำหน้าที่ของหลาย ๆ องค์กรอิสระ
ในแทบทุกประเทศประชาธิปไตย ความเข้มแข็งของการเมือง และความเข้มแข็งของการตรวจสอบ มีความสัมพันธ์กับความเป็นอยู่ของพลเมืองอย่างแยกไม่ออก
ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของการเมือง และการตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คงบอกได้อย่างชัดแจ้งแล้ว
ไม่นับอำนาจองค์กรอิสระที่อยู่เหนือฝ่ายบริหารอย่างชัดเจนทั้งการยุบพรรค หยุดการทำงานของนายกรัฐมนตรี หรือกระทั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
มีอำนาจครอบจักรวาล จากนิยามคำว่า “จริยธรรม”
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเงื่อนไขที่ไม่สวยงามที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างการให้สมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติ มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี หมดไปแล้ว
นั่นหมายถึงพรรคการเมืองที่รวบรวมคะแนน สส.ได้มากที่สุด ย่อมมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์และทำรายงานเกี่ยวกับภาพลักษณ์รัฐบาลใหม่ และความคาดหวังของภาคเอกชน มาอย่างต่อเนื่อง
คำตอบหนึ่งที่แทบจะเหมือนกันทั้งหมด คืออยากได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ บริหารประเทศแบบยาว ๆ สักครั้ง หากเป็นพรรคเดียวได้ยิ่งดี
เพราะความเข้มแข็งและต่อเนื่องของรัฐบาล เป็นหนึ่งในปัจจัย สำคัญส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ
แน่นอนอีกส่วนคือการดึงผู้มีความสามารถเข้ามาร่วมบริหารประเทศ
เช่นเดียวกับฝ่ายตรวจสอบที่ต้องทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงไปตรงมา ภายใต้บรรทัดฐานเดียวกัน
การเลือกตั้ง และการลงประชามติครั้งนี้ จึงเป็นอีกฉากทัศน์ชี้วัดอนาคตประเทศไทย
ส่วนจะออกมาแบบไหน พรรคใดจะชนะ หรือขั้วไหนรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และบริหารประเทศไปทิศทางใด จับตาดูกันไป
เพราะไม่ว่าจะดีจะแย่อย่างไร อย่างมากอีก 4 ปีข้างหน้า คนไทยย่อมมีโอกาสเลือกตั้งใหม่
ขออย่างเดียว รัฐบาลจะอยู่จะไป ควรเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย