เลือกตั้งแก้หลายโรค
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข
วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้ จะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
การเลือกตั้งแต่ละครั้ง มี “นัย” หรือ “สาร” ที่มากับเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน
การเลือกตั้งครั้งแรกของรัฐธรรมนูญ 2560 มีขึ้นเมื่อ 24 มี.ค. 2562
ผลเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยมาที่ 1 ได้ สส.มากสุด ตามมาด้วยพลังประชารัฐ ที่ได้ยอดรวม สส.น้อยกว่า
แต่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนรวม “พ็อปพูลาร์โหวต” 7.8 ล้านเสียง น้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐได้ 8.4 ล้าน
เพราะเพื่อไทยส่ง สส.ไม่ครบทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต ตามรัฐธรรมนูญขณะนั้น เพื่อหลีกทางให้พรรคไทยรักษาชาติ
ไทยรักษาชาติถูกยุบเมื่อ 7 มี.ค. 2562 หรือ 17 วันก่อนวันเลือกตั้ง ส่งผลให้เพื่อไทยไม่มีผู้สมัครหลายเขต
เวลานั้น สส. 2 ระบบใช้บัตรใบเดียวกัน พอไม่ส่ง สส.เขต คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เลยหายไปด้วย
การเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจาก 5 ปีของ คสช. จาก 2557-2562 เมื่อมาตั้งพรรคพลังประชารัฐด้วยความหวังจะได้คะแนนนิยมจากประชาชน ที่ชื่นชอบผลงาน
แต่ก็แพ้เพื่อไทย ซึ่งกวาดไป 136 ที่นั่ง ส่วนพลังประชารัฐ ได้ 116 ที่นั่ง
เมสเสจจากประชาชน คือไม่เลือกให้ทำงานต่อเท่ากับสอบตก
แต่ยังได้คะแนนพ็อปพูลาริตี้ที่มากกว่า เป็นเงื่อนไขให้ใช้ตั้งรัฐบาล ได้ สว.ยกมือหนุนให้เป็นนายกฯ
และทำหน้าที่รัฐบาลครบเทอมจาก 2562-2566
เลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ครั้งที่สองของรัฐธรรมนูญ 2560
ครั้งนี้ พรรคก้าวไกลลิ่วเข้ามา 151 เสียง เพื่อไทย 141 เสียงภูมิใจไทย 71 เสียง ส่วนพลังประชารัฐวูบเหลือ 40 เสียง
เฉพาะ 2 พรรคคือก้าวไกลกับเพื่้อไทย ปาเข้าไปร่วม 300 เสียง คะแนนรวมปาร์ตี้ลิสต์ 2 พรรค ถึง 25 ล้านเสียง
“เมสเสจ” จากประชาชนชัดเจน
แต่ “กำแพง 250 สว.” และพรรคการเมืองบางพรรค ขวางก้าวไกล เอาไว้
ต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดรัฐบาล
เพื่อไทยเป็นรัฐบาล จาก 2566 ถึง 2568 มีแคนดิเดตเป็นนายกฯ 2 คน นายกฯคนหลัง โดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นหน้าที่ ด้วยคลิปเสียงอังเคิล
พรรคประชาชน โหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ จากปลาย ก.ย. 2568 แต่ภารกิจตาม MOA มีปัญหา จนต้องยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568
จัดเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้
วันที่ 8 ก.พ.นี้ น่าสนใจว่า ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิมากหรือไม่ และจะส่งสารใดถึงสังคมส่วนรวม
เรื่องใหญ่คือ จะไว้วางใจให้ใครมาเป็นรัฐบาล จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่
การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาในปี 2562 และ 2566 ผลเลือกตั้งแล้ว ไม่ได้แปรเป็นการปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา
การเลือกตั้ง กับการตั้งรัฐบาล เป็นคนละเรื่องกัน
ด้วยข้อจำกัดจากรัฐธรรมนูญ ที่ให้รัฐสภาซึ่งมี สว.ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งอยู่ด้วย ร่วมโหวตนายกฯ
รอบนี้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนฯล้วน ๆ
“ตัวเลือก” ที่โดดเด่น คือ 3 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย
ทุกโพลระบุว่า 3 พรรคนี้ จะได้ สส.มากกว่า 100 คน และประเมินว่า 3 พรรคนี้จะได้ สส.รวมกันประมาณ 400 เสียง
วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้ จะได้รู้กันว่า ผลเลือกตั้งกับโพลต่าง ๆ ตรงกันหรือไม่
และจะได้ทราบกันด้วยว่า ประชาชนส่งสัญญาณเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มาว่าอย่างไร อยากให้แก้ปัญหาแบบไหน ยังไง
และน่าคิดด้วยว่า เลือกตั้งกันไปมา ถึงปี 2569 ไทยแลนด์กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ไปแล้ว
ด้วยโรคภัย อาการป่วยไข้มากมาย เป็นโจทย์ใหญ่รอการรักษาจากรัฐบาลใหม่