คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วิมล ตัน
วิกฤตมักจะมาพร้อมกับ “โอกาส” เสมอ !!
ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลจับมือกับสหรัฐโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มยืดเยื้อ บานปลาย ขยายวง ที่สำคัญคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงคนเอเชียต้องมีอันถูกปิดลง
เป็นวิกฤตพลังงานที่หนักหนากว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเสียอีก
เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันแบบปุบปับ ราคาน้ำมันจาก 69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แค่ 3 สัปดาห์พุ่งมาอยู่ที่ 100-112 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569)
“โอกาส” ของการกักตุนเพื่อทำกำไรก็เกิดขึ้น กระแสตกใจกลัวน้ำมันหมด ทำให้คนต่อแถวยาวเหยียดหน้าปั๊ม ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นจากความหวาดวิตก ก็ย่อมมีผลให้ซัพพลายไม่เพียงพอตอบสนอง บวกกับความคิดเก็งกำไรที่ว่าถ้ากักตุนรอเวลาไปอีกสักหน่อย ย่อมจะได้ราคาที่สูงกว่าวันนี้
หรือการปล่อยให้ตลาดมี 2 ราคา หรือการตรึงราคาขายในประเทศ กลไกตลาดถูกบิดเบือน ย่อมนำมาซึ่งการกักตุน แอบขายทำกำไร !!
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “พลาสติก” อีกผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้จากน้ำมัน การผลิตก็ย่อมสะดุดลงเช่นกัน ในขณะที่ต้นทางคือโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) บริษัทย่อยของกลุ่มเอสซีจี ผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้นรายใหญ่ระดับโลก ประกาศหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น แนฟทาและโพรเพนที่ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก แต่ปลายทางคือผู้ขายสินค้าจำพวกถุงพลาสติก ถุงหูหิ้ว ยางวง มีการประกาศขึ้นราคาสินค้าเหล่านี้ทันที โดยไม่มีการพิจารณาหลักการและเหตุผลที่ว่า สินค้าที่กระจายอยู่ในท้องตลาดล้วนแต่เป็นสินค้าเดิม ต้นทุนเดิมแทบทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดซื้อขายเม็ดพลาสติกก็ปรากฏว่าเกิดภาวะ “ไม่มีราคาซื้อขาย” แม้ว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายอื่น ๆ จะมีสต๊อกสินค้าอยู่ แต่ก็ปฏิเสธการขายไปชั่วขณะ เจตนากักตุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น โดยราคาเม็ดพลาสติกพุ่งพรวดจากระดับ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขึ้นไปถึงระดับ 1,100-1,200 เหรียญสหรัฐ แว่ว ๆ ว่าโรงงานที่จีนมีการตั้งราคาเสนอขายถึง 1,370 เหรียญสหรัฐต่อตันเลยทีเดียว
ดังนั้น ในห้วงวิกฤตเป็นโอกาสดีของการ “กักตุน” และคงสกัดการเก็งกำไรยาก
เพราะฉะนั้น ภารกิจหน้าที่ที่สำคัญของรัฐบาล จำเป็นต้องบริหารจัดการวิกฤตให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้บริโภคทั่วถึง เท่าเทียม สามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็น ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการเอารัดเอาเปรียบ เก็งกำไรในวิกฤต ขณะเดียวกัน การป้องปราม ตรวจสอบ ไม่ให้มี “ไอ้โม่ง” ฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น วางใจ เพราะการจัดการที่เด็ดขาดมีผลในแง่จิตวิทยาให้สาธารณชนคลายความวิตกกังวล เหตุการณ์แห่เข้าคิวเติมน้ำมันก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
แต่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรจะทำคือ การพูดความจริงและบริหารบนพื้นฐานที่แท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ นั่นคือการปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะการอุดหนุนน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 24.25 บาทมันมากเกินไป การเอาเงินภาษีประชาชนไปชดเชยกลุ่มผู้ใช้น้ำมัน ทั้งที่สถานการณ์ระส่ำระสายไปทั่วโลกแบบนี้ ประเทศกำลังจะสร้างภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก้อนมหึมา ซึ่งอาจจะสูงกว่า 1.2 แสนล้านบาทอย่างที่เราเคยเจอกันมาแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้วกองทุนน้ำมันควรทำหน้าที่ดูแลระยะสั้น ๆ แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้า ค่าครองชีพผู้บริโภค
สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้า รัฐบาลก็ใช้วิธีการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบเฉพาะกลุ่ม อย่างที่เคยทำมาโดยตลอด
เพราะปัญหาสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญหลังจากนี้คือ ฐานะการคลัง งบประมาณที่มีจำกัด และความจำเป็นต้องหาเงินมาบริหารประเทศให้ผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้
มันวิกฤตกว่า !!