คอลัมน์ : SD TALK ผู้เขียน : พิชญ์พจี สายเชื้อ
วันนี้เรื่องสงครามระหว่างสองประเทศกำลังร้อนระอุ เลยอยากมาแชร์เรื่อง ภาวะผู้นำในยามวิกฤต หรือ Leadership in Crisis นะคะ
ย้ำนิดนะคะ ว่าเป็นความเห็นส่วนตัวในเชิงวิชาการ เพื่อการเรียนรู้ ไม่มีดราม่าการเมืองนะคะ โดยอ้างอิงผลการวิจัยจาก McKinsey และ Center for Creative Leadership เสนอแนวทางที่ผู้นำควรใช้ในภาวะวิกฤตไว้ตามด้านล่าง ซึ่งดิฉันพยายามนำมาเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายเท่าที่ทราบตามข่าวสารนะคะ
1.ต้องมีการสื่อสารอย่างโปร่งใสและสม่ำเสมอ ความเงียบไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างสงบ แต่เปิดช่องให้ความกลัวเติบโต คู่กรณีจำเป็นต้องมีช่องทางพูดคุยที่ไม่ใช่แค่คำแถลง แต่เป็นพื้นที่จริง และสำคัญที่สุด สารต้องชัดเจน จริงใจ และใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย
2.ต้องมีการแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่หลักฐานทางทหาร ผู้นำที่ดีต้อง “รู้สึก” ไม่ใช่แค่ “รับรู้” ภาพของเจ้าหน้าที่เยี่ยมพื้นที่อพยพ พูดคุยกับประชาชนที่ตกอยู่ในความไม่แน่นอน จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าพันธสัญญาใด ๆ
3.ต้องมีการตัดสินใจอย่างมีหลักการ คำนึงในหลายมิติ เช่น การไม่ตอบโต้ทันทีของฝ่ายไทย แสดงถึงการควบคุมสติ และการมองภาพรวม มากกว่าความสะใจชั่ววูบ และให้ความสำคัญทางการทูตควบคู่ไปด้วยกับการรบ
4.ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่ออนาคตที่สงบกว่า วิกฤตไม่ได้มีครั้งเดียว ถ้าไม่วางกลไกสำหรับเหตุการณ์ถัดไป ความขัดแย้งจะกลายเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ ในกรณีนี้หลักการบอกว่า ต้องวางแผนเพื่อให้จบ แต่ในความเป็นจริง ดิฉันไม่ก้าวล่วง เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง และยากเกินกว่าจะคาดเดา มันอาจมีมิติอื่น ๆ ที่การวางแผนล่วงหน้าที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายเป็นเรื่องยาก (เพราะความขัดแย้งดำเนินมาเนิ่นนาน)
ขอยกตัวอย่างที่ดีจากเหตุการณ์จริงเหตุการณ์หนึ่ง คือเหตุกราดยิงมัสยิดในนิวซีแลนด์ (2019) หลังเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิดในเมืองไครสต์เชิร์ช ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปถึง 51 ราย นายกรัฐมนตรี Jacinda Ardern ไม่เพียงแค่จัดการด้านความปลอดภัยและกฎหมายอย่างรวดเร็ว แต่เธอยังสร้าง “แผนอนาคต” ให้กับประเทศ โดยเธอ
-สวมฮิญาบและเข้าเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อแสดงความเคารพและความเห็นอกเห็นใจ (แสดงความจริงใจ เห็นอกเห็นใจ)
-ใช้คำพูดที่รวมใจคนทั้งประเทศว่า “They are us” เพื่อยืนยันว่าชาวมุสลิมคือส่วนหนึ่งของสังคม (แสดงการสื่อสารที่รวมใจคนทั้งชาติ)
-ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนภายในไม่กี่สัปดาห์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย (แสดงการวางแผนอนาคตไม่ให้เกิดซ้ำ เพื่อความมั่นใจของประชาชน)
จากที่กล่าวมา ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ ว่า ผู้นำที่ดีในวิกฤต ไม่ได้แค่ “ดับไฟเก่ง” แต่ต้อง “สร้างแสงสว่างแห่งอนาคต” ในสถานการณ์วิกฤต หลายคนมักมองหาผู้นำที่สามารถ “แก้ปัญหา” ได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนนักดับเพลิงที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ให้สงบลง แต่ผู้นำที่แท้จริงในวิกฤตนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-เขาคือผู้ที่ “สร้างแสงสว่าง” เพื่อให้ผู้คนมองเห็นทางข้างหน้า และเดินต่อไปด้วยความหวังค่ะ