นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียซ้ำในวันที่ 11 มิ.ย. หลังจากธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. แสดงให้เห็นว่า ยังไม่สามารถคลายความกังวลของนักลงทุนได้ นักวิเคราะห์ชี้ ยังเห็นช่องที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอีก เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ย
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2026 มีการเทขายพันธบัตรอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไม่คาดคิด 25 จุดพื้นฐาน (Basis Points) เป็น 5.5% เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อยับยั้งการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ แต่ก็ไม่สามารถคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ผลักให้ตลาดร่วงได้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้น 12 จุดพื้นฐาน อยู่ที่ 7.47% ซึ่งใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี พุ่งสูงสุดถึง 9 จุดพื้นฐาน สู่ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 6 ปี ด้านเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 0.1% ขณะที่ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นถึง 1.7%
การเทขายพันธบัตรระลอกใหม่นี้ เกิดขึ้นหลังจากตลาดฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. หลังจากเจ้าหน้าที่พยายามฟื้นคืนความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ
อัดรา วิจาเซนา นักวิเคราะห์อาวุโสฝ่ายตราสารหนี้ของบริษัทหลักทรัพย์ PT Shinhan Sekuritas Indonesia ยังกล่าวว่า การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือภาวะเงินเฟ้อ ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรอินโดนีเซียลดลง
ในปี 2026 นี้ สินทรัพย์ของอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนัก โดยเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชีย ขณะที่ตลาดหุ้นร่วงลงมากกว่า 30% ถดถอยลงมากที่สุดในบรรดาดัชนีหลักทั่วโลก
เจสสิกา ทาซิยาวา นักวิเคราะห์ตราสารหนี้จากบริษัทหลักทรัพย์ PT Mirae Asset Sekuritas Indonesia กล่าวว่า ยังคงมองเห็นช่องว่างที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จนกว่าแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์จะทรงตัว และมองว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25-50 จุดพื้นฐาน
ตลาดอินโดนีเซียผันผวน เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินว่า รัฐบาลจะฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนลงจากนโยบายแทรกแซงของประธานาธิบดีปราโบโว สูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย ขึ้นมาได้อย่างไร และสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอีก ในบริบทที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้อินโดนีเซียขาดดุลการค้าเพิ่ม กระตุ้นภาวะเงินเฟ้อ และเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือ
จนถึงตอนนี้ นักลงทุนต่างชาติถอนตัวออกจากหุ้นในประเทศแล้ว เป็นเงินสุทธิ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.28 แสนล้านบาท) และอีก 597 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.96 หมื่นล้านบาท) จากพันธบัตรรัฐบาล
เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวในการแถลงข่าวต่อนักลงทุนหลังประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ว่า เป้าหมายหลักของธนาคารกลางอินโดนีเซียคือเสถียรภาพของค่าเงิน และผู้กำหนดนโยบายกำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้มั่นใจว่าเงินรูเปียห์จะมีเสถียรภาพมากขึ้น
นักวิเคราะห์คาดว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะที่ นักวิเคราะห์อาวุโส วิจาเซนา กล่าวว่า เงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงยังส่งผลกระทบต่อหนี้สินด้วย และตลาดยังรอการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global Ratings อยู่
นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุในวันเดียวกันว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (ดานันตารา) กำลังวางแผนออก ‘พันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินดอลลาร์’ (Global Dollar Bond) เป็นครั้งแรก เพื่อทดสอบความสนใจของนักลงทุน ในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นลดลง