Skip to content

ข้อคิดเกี่ยวกับ Early Retirement

30 ส.ค. 2568 | 13:13น.
ข้อคิดเกี่ยวกับ Early Retirement
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
https://tamrongsakk.blogspot.com

เห็นข่าวโครงการ Early Retirement ของ KBank ออกสื่อไปแล้ว ก็เลยทำให้ผมอยากจะแชร์มุมมองของผมเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนทำงาน HR ที่จะนำไปคิดวิเคราะห์ต่อไปว่าบริษัทของเราจะเอาไงดีในเรื่องนี้

คงต้องแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ตอนนะครับ เพราะถ้าเขียนรวดเดียวทั้งหมดก็จะยาวเกินไป

เอาเรื่องแรก ก่อนพนักงานที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีอายุระหว่าง 45 ถึงน้อยกว่า 60 ปี (คนที่ครบเกษียณในปี 2568 เข้าร่วมโครงการนี้ไม่ได้)

ผลประโยชน์ที่พนักงานเข้าร่วมโครงการได้รับจะมี 2 ตัวคือ

1.ค่าชดเชยเกษียณอายุ คำนวณจาก (เงินเดือน+ค่าครองชีพ) คูณอายุงาน

2.เงินช่วยเหลือพิเศษ 8-12 เท่าของเงินเดือน+ค่าครองชีพ

2.1 อายุตัว 45-49 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษ 8 เดือน

2.2 อายุตัว 50-54 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษ 10 เดือน

2.3 อายุตัว 55-59 ปี ได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษ 12 เดือน

จากผลประโยชน์ข้างต้น ผมสมมุติตุ๊กตาอย่างนี้ครับ

นาย A อายุ 25 ปี เข้าทำงานเมื่อปี 2548 จบปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท ผลงานอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยเกรด C ได้รับการขึ้นเงินเดือนปีละครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 5% (หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ประเทศไทยมีอัตราขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละ 5% มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน)

นาย A จะมีเงินเดือนในปี 2568 = 39,799 บาท อายุงานครบ 20 ปี อายุตัว 45 ปี

ผมปัดเศษให้เป็น 40,000 บาทถ้วนก็แล้วกันนะครับ

ถ้านาย A จะเข้าร่วมโครงการในปีนี้จะได้รับเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ?

คำนวณตามข้อ 1 นาย A จะได้รับค่าชดเชยเกษียณอายุ = 40,000×20 = 800,000 บาท

คำนวณตามข้อ 2.1 นาย A จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษ = 40,000×8 = 320,000 บาท

สรุปนาย A จะได้รับเงินรวมทั้งสิ้น = 1,120,000 บาท

ตามตัวอย่างนี้ ผมไม่ได้เอาค่าครองชีพเข้ามารวมนะครับ ถ้าปัจจุบันธนาคารจ่ายค่าครองชีพให้เดือนละเท่าไหร่ ก็ต้องเอาค่าครองชีพรวมเข้าไปในฐานเงินเดือนด้วยนะครับ

หรือพูดภาษาชาวบ้าน ว่านาย A ได้รับเงินรวมทั้งหมด 28 เดือน

สมมุติว่านาย A เข้าทำงานตอนอายุ 25 ปี แล้วทำงานมาจนถึงอายุ 59 ปี นาย A จะได้รับเงินค่าชดเชยเกษียณอายุ+เงินช่วยเหลือพิเศษ = 34+12 = 46 เดือน ในมุมมองของ Com & Ben อย่างผมก็ถือว่าธนาคารใจป้ำมากเลยนะครับ เพราะเคยเห็นบางองค์กรจ่ายให้ 33 เดือนก็ว่าเยอะแล้ว อันนี้เยอะกว่าขึ้นไปอีก ถือว่าเป็นการจ่ายที่จูงใจมาก แสดงให้เห็นนโยบายของฝ่ายบริหารที่อยากจูงใจให้พนักงานเข้าร่วมโครงการนี้มากครับ

ถ้าสมมุติว่านาย A ถูกเลิกจ้างโดยได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานล่ะ นาย A จะได้รับค่าชดเชยเท่าไหร่ ?

ตาม ม.118 นาย A จะได้รับค่าชดเชยสูงสุด คือค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

นาย A จะได้รับค่าชดเชย = 40,000 หาร 30 = 1,333.33×400 = 533,333.33 บาท

ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน คือนาย A จะได้รับค่าชดเชยน้อยกว่าที่ธนาคารจ่ายตามโครงการนี้ = 28-13.33 = 14.67 เดือน

หรือเรียกว่าตามตัวอย่างนี้ ธนาคารจ่ายผลประโยชน์ให้กับพนักงานที่เข้าโครงการ Early Retirement มากกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดประมาณ 1 เท่าตัวก็ได้ครับ

นอกจากนี้ ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ว่าการที่ลูกจ้างสมัครใจเข้าโครงการ Early Retirement จะมาฟ้องร้องนายจ้างให้จ่ายค่าชดเชยโดยจะถือว่าถูกเลิกจ้างไม่ได้นะครับ เพราะศาลท่านถือว่าเมื่อลูกจ้างสมัครใจเข้าโครงการไปแล้ว รับผลประโยชน์ต่าง ๆ ไปแล้ว ไม่ใช่การเลิกจ้าง

ในตอนนี้คุยกันเท่านี้ก่อน เดี๋ยวในตอนหน้าค่อยมาว่ากันว่าผมมีข้อคิดอะไรจากโครงการนี้บ้างนะครับ

ผมก็มีข้อคิดในมุมมองของผมจากเรื่องนี้อย่างนี้ครับ

1.ปกติบริษัทต่าง ๆ มักจะกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 55 หรือ 60 ปี เมื่อครบเกษียณอายุก็จะจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามกฎหมายแรงงานแล้วก็มีการเลี้ยงส่งกันไป หรือบางแห่งอาจจะมีการต่อเกษียณอายุ ซึ่งผมเคยเขียนเรื่อง “เหรียญสองด้านกับการต่อเกษียณ” ใน Blog ของผมไปแล้ว

2.โครงการ Early Retirement ที่ผมเคยเห็นมาก็มักจะกำหนดอายุตัวเริ่มต้นตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

3.การกำหนดอายุตัวตามโครงการให้ลดลงจากเดิม (50 ปี) เหลือ 45 ปี อาจจะมีผลกับแนวคิดการเกษียณอายุเดิมจาก 55 หรือ 60 ปีให้น้อยลงกว่านี้ (เช่น กำหนดให้พนักงานเกษียณอายุที่ 45 หรือ 50 ปี) ในอนาคตหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป

4.การกำหนดอายุพนักงานในโครงการ Early Retirement ลดลงเป็นการส่งสัญญาณให้พนักงานทราบนโยบายในการจ้างที่เปลี่ยนไปขององค์กรว่าจะจ้างพนักงานยังมีผลงานที่ดี ยัง Perform งานในหน้าที่ได้ตามเป้าหมายที่องค์กรต้องการ แต่ถ้าพนักงานคนไหนที่ไม่พัฒนาตัวเององค์กรก็พร้อมจะจ่ายแล้วจบ

5.โครงการนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการ Get Rid of คนที่เป็น Poor Performer รวมถึงคนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อองค์กรออกไป แต่ตรงนี้มีเงื่อนไขว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายไม่สมัครใจเข้าโครงการ องค์กรก็ยังคงต้องหาวิธีอื่นในการจัดการเพื่อแก้ปัญหาพวก Toxic Person เหล่านี้ต่อไป

6.พนักงานต้องเปลี่ยน Mindset เสียใหม่จากเดิมที่เคยคิดว่าเมื่อฉันอยู่องค์กรที่มั่นคงฉันจะมั่นคงไปตามองค์กรจนเกษียณ (บางคนก็เลยทำงานแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ไม่พัฒนาตัวเอง ทำงานแค่หน้าตัก) มาเป็นความมั่นคงอยู่ที่ตัวฉันเองที่จะพัฒนาตนเองให้องค์กรเห็นคุณค่า เพราะองค์กรจะเลือกเฉพาะคนที่จำเป็นที่มีคุณค่าต่อองค์กรเท่านั้น

7.แนวคิดการทำงานจนเกษียณ (Lifetime Employment) จะเปลี่ยนไป คนจะทำงานกับองค์กรเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ความภักดีต่อองค์กร (Corporate Loyalty) และความผูกพันกับองค์กร (Employee Engagement) จะลดลง

8.พนักงานที่มีฝีมือมีศักยภาพอาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงหรือมี Loyalty ลดลงและพร้อมจะทิ้งองค์กรไปในองค์กรอื่นที่เสนอเงื่อนไขที่เขาคิดว่าดีกว่าที่ได้รับในปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลกระทบกับการวาง Career Path, Succession Plan, Talent Management ซึ่งอาจรวมไปถึงการทบทวนระบบ Rewards ที่จะต้องจูงใจพนักงานที่มีศักยภาพที่องค์กรอยากรักษาเอาไว้

9.การกำหนดอายุตัวสำหรับพนักงานที่จะสมัครเข้าโครงการ Early Retirement ไว้ที่ 45 ปีขึ้นไป จะทำให้กลุ่มเป้าหมายขยายใหญ่ขึ้น (จากเดิมที่กำหนดอายุ 50-59 ปี) และแน่นอนว่าองค์กรก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการนี้เพิ่มขึ้น

10.ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอายุคนไทย (ทั้งชายและหญิง) อยู่ที่ 78 ปี ถ้าสมัครใจเข้าโครงการที่อายุ 45 ปี จำเป็นจะต้องมีเงินเลี้ยงชีพไปอีกประมาณ 33 ปี จึงควรจะต้องวางแผนด้านการเงินและการงานหลัง Early Retirement ให้ดีว่าจะมีแผนในชีวิตหลังจากนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก ๆ คือการลงทุนไปแล้วไม่ได้รับ ROI (Return on Investment) อย่างที่คาดหวังประเภทตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพให้เสียเงินอย่างที่เป็นข่าวกันแทบทุกวันนี้

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่าโครงการ Early Retirement ตามข่าวดีหรือไม่ดีนะครับ เพียงแต่พออ่านข่าวก็เลยคิดตามไปเรื่อย ๆ แล้วก็เลยอยากจะแชร์ความคิดให้คนที่สนใจเรื่องนี้ได้อ่านเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับงานหรือชีวิตส่วนตัวของคนอ่าน ซึ่งใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไงก็ให้อยู่บนหลักกาลามสูตรก็เท่านั้นแหละครับ