เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จบ-ไม่จบ

14 ธ.ค. 2568 | 07:49น.

คอลัมน์​ : Market-think 
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

ทุกครั้งที่มีคนถามผมว่า “ไทย-กัมพูชา” ใครยิงใครก่อน

ผมจะตอบว่า…

…ไม่รู้ 555

เพราะเท่าที่จำได้เวลาเกิดการปะทะกันระหว่าง 2 ประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก

ไม่เคยมีประเทศไหนยอมรับว่าตัวเองยิงก่อน

ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าประเทศคู่ขัดแย้งเป็นฝ่ายยิงก่อน

คำถามนี้จึงไม่มีคำตอบ

และที่สำคัญ เป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์แล้วในวันนี้

เพราะการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาลุกลามเกินกว่าการยิงกันตามแนวชายแดนแล้ว

สถานการณ์รุนแรงและบานปลายไปไกลมาก

ถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้เรื่องการเจรจาการค้ามาบีบบังคับให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิงไม่สำเร็จเหมือนเมื่อครั้งก่อน

กองทัพไทยคงเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ตามเป้าหมายที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศไว้วันก่อน

“เราจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา”

ถ้าเป้าหมายระดับนี้ คงไม่ใช่รบกันแนวชายแดนและใช้เวลาสั้น ๆ อย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่แม้จะ “เอ๊ะ” กับความผิดปกติบางอย่าง

แต่ก็รู้สึกว่าควรสั่งสอน “ฮุน เซน” หนัก ๆ สักที

เหมือนจัดการกับ “เด็กเกเร”

คนไทยเบื่อกับความขัดแย้งที่คาราคาซังมานาน

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอาให้จบ ๆ เสียที

นั่นคือ ความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่ง

ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากทีเดียว

แต่คำถามก็คือ มันจะจบจริงหรือ

หรือว่าจบแบบไหน

ต้องไม่ลืมว่า ไทย-กัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน

เราย้ายประเทศหนีไม่ได้

ต้องอยู่ติดกันต่อไป

แต่ความสัมพันธ์นับจากนี้จะเป็นอย่างไร

มหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และจีน จะเข้ามาแทรกแซงอย่างไร

ไม่ต้องถามว่า “จะแทรกแซงหรือไม่”

เพราะแทรกแซงแน่นอน

แต่จะ “แทรกแซงอย่างไร” เท่านั้นเอง

ล่าสุดแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกายุค “ทรัมป์” ก็ออกมาแล้วว่าจะเข้ามามีบทบาทในแถบอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น

และจะเพิ่มกำลังทหารในแถบนี้

ก่อนหน้านี้ตอนเจรจาการค้ากับไทย เงื่อนไขหนึ่งที่ “สหรัฐอเมริกา” เสนอมา คือ ขอตั้งฐานทัพเรือที่เมืองไทย

และตอนที่ไทย-กัมพูชา ปะทะกัน “ทรัมป์” ก็เข้ามาแทรกแซงให้หยุดยิง

แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาต้องการคานอำนาจกับจีนในอาเซียน

วันเซ็นปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นอกจาก “ทรัมป์” แล้ว ยังมีตัวแทนของจีนมาร่วมด้วย

นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่บ่งบอกให้รู้ว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะไม่ใช่แค่เรื่องของ 2 ประเทศแล้ว

มหาอำนาจต้องมายุ่มย่ามอย่างแน่นอน

และอย่าลืมว่าประวัติศาสตร์ ไม่มีคำว่า “ถ้า”

เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเลย

“ไทย-กัมพูชา” รบกันแล้ว คือ “เรื่องจริง” ที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้

ตอนนี้เราจึงต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์นี้

จะตั้งรับกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “ภาษีการค้า”

ถ้าสิ้นปีนี้ “สหรัฐอเมริกา” ไม่ยอมเจรจาต่อ

ต้นปีหน้า ภาษีการส่งออกของสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกาจะอยู่ที่ระดับไหน

19% หรือ 40%

จะมีปัญหาเรื่องการส่งออกไหม

และผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

ครับ ช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้

น่าจะมีคนสวดมนต์ข้ามปีเยอะขึ้นกว่าเดิม