จบ-ไม่จบ
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ทุกครั้งที่มีคนถามผมว่า “ไทย-กัมพูชา” ใครยิงใครก่อน
ผมจะตอบว่า…
…ไม่รู้ 555
เพราะเท่าที่จำได้เวลาเกิดการปะทะกันระหว่าง 2 ประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก
ไม่เคยมีประเทศไหนยอมรับว่าตัวเองยิงก่อน
ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าประเทศคู่ขัดแย้งเป็นฝ่ายยิงก่อน
คำถามนี้จึงไม่มีคำตอบ
และที่สำคัญ เป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์แล้วในวันนี้
เพราะการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาลุกลามเกินกว่าการยิงกันตามแนวชายแดนแล้ว
สถานการณ์รุนแรงและบานปลายไปไกลมาก
ถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้เรื่องการเจรจาการค้ามาบีบบังคับให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิงไม่สำเร็จเหมือนเมื่อครั้งก่อน
กองทัพไทยคงเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ตามเป้าหมายที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศไว้วันก่อน
“เราจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา”
ถ้าเป้าหมายระดับนี้ คงไม่ใช่รบกันแนวชายแดนและใช้เวลาสั้น ๆ อย่างแน่นอน
ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่แม้จะ “เอ๊ะ” กับความผิดปกติบางอย่าง
แต่ก็รู้สึกว่าควรสั่งสอน “ฮุน เซน” หนัก ๆ สักที
เหมือนจัดการกับ “เด็กเกเร”
คนไทยเบื่อกับความขัดแย้งที่คาราคาซังมานาน
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอาให้จบ ๆ เสียที
นั่นคือ ความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากทีเดียว
แต่คำถามก็คือ มันจะจบจริงหรือ
หรือว่าจบแบบไหน
ต้องไม่ลืมว่า ไทย-กัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน
เราย้ายประเทศหนีไม่ได้
ต้องอยู่ติดกันต่อไป
แต่ความสัมพันธ์นับจากนี้จะเป็นอย่างไร
มหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และจีน จะเข้ามาแทรกแซงอย่างไร
ไม่ต้องถามว่า “จะแทรกแซงหรือไม่”
เพราะแทรกแซงแน่นอน
แต่จะ “แทรกแซงอย่างไร” เท่านั้นเอง
ล่าสุดแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกายุค “ทรัมป์” ก็ออกมาแล้วว่าจะเข้ามามีบทบาทในแถบอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น
และจะเพิ่มกำลังทหารในแถบนี้
ก่อนหน้านี้ตอนเจรจาการค้ากับไทย เงื่อนไขหนึ่งที่ “สหรัฐอเมริกา” เสนอมา คือ ขอตั้งฐานทัพเรือที่เมืองไทย
และตอนที่ไทย-กัมพูชา ปะทะกัน “ทรัมป์” ก็เข้ามาแทรกแซงให้หยุดยิง
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาต้องการคานอำนาจกับจีนในอาเซียน
วันเซ็นปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นอกจาก “ทรัมป์” แล้ว ยังมีตัวแทนของจีนมาร่วมด้วย
นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่บ่งบอกให้รู้ว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะไม่ใช่แค่เรื่องของ 2 ประเทศแล้ว
มหาอำนาจต้องมายุ่มย่ามอย่างแน่นอน
และอย่าลืมว่าประวัติศาสตร์ ไม่มีคำว่า “ถ้า”
เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเลย
“ไทย-กัมพูชา” รบกันแล้ว คือ “เรื่องจริง” ที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้
ตอนนี้เราจึงต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์นี้
จะตั้งรับกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “ภาษีการค้า”
ถ้าสิ้นปีนี้ “สหรัฐอเมริกา” ไม่ยอมเจรจาต่อ
ต้นปีหน้า ภาษีการส่งออกของสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกาจะอยู่ที่ระดับไหน
19% หรือ 40%
จะมีปัญหาเรื่องการส่งออกไหม
และผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
ครับ ช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้
น่าจะมีคนสวดมนต์ข้ามปีเยอะขึ้นกว่าเดิม