คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ปี้นี้เราเห็นภาพเดิม ๆ มาเร็วและรุนแรง-กลางคืนยกของหนีน้ำ เช้าขึ้นมาอีกอำเภอน้ำล้นตลิ่ง ผู้คนเดือดร้อนเป็นแสน บ้านเรือนนับหมื่นจมน้ำหลายวัน ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาฯมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย มีผู้ได้รับผลกระทบกว่าสามแสนคน กระทบวงกว้างถึง 19 จังหวัด โดยเฉพาะอุตรดิตถ์และพระนครศรีอยุธยาที่จมน้ำเป็นสัปดาห์ ปีที่แล้วภาคเหนือก็เจอหนัก-เชียงใหม่ท่วมใหญ่ กระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยตรง ต้นเดือนนี้รัฐบาลเพิ่งอนุมัติเยียวยาอีกก้อน-ครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมราวหกพันกว่าล้านบาท ผมสนับสนุนการเยียวยาเต็มที่
แต่ถ้ามองประโยชน์โดยรวมของประเทศ ควรถามต่อว่าเราจะหยุดวงจร “น้ำท่วม-เดือดร้อน-จ่ายชดเชย-เศรษฐกิจสะดุด” ได้ไหม ?
คำตอบของผมตรงไปตรงมา-ได้ ถ้าเรากลับไปทำเรื่องพื้นฐานให้จริงจัง จัดการน้ำให้ไม่ท่วม-ไม่แล้ง เป็น “ระบบเดียวกันทั้งประเทศ” ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้าแล้วค่อย ๆ ลืมเมื่อฝนซา มีการประเมินไว้แล้วว่า หากลงทุนต่อเนื่องสัก 7-8 ปี เราจะใช้งบประมาณราวหนึ่งแสนล้านบาท งบฯนี้ยังต่ำกว่าวงเงินเยียวยาที่ต้องกันไว้จ่ายซ้ำ ๆ ปีละหลายหมื่นล้าน หากปล่อยให้ปัญหาย้อนกลับมาทุกฤดูกาล นี่ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือรายได้ของประเทศที่เราจะรักษาไว้ได้จริง
ผมเห็นปัญหานี้ด้วยตาตัวเองตลอดเวลาที่ลงพื้นที่ ตอนเป็นนายกฯ ผมไปที่อุบลราชธานี เราปรับวิธีทำงานง่าย ๆ แต่สำคัญ-ทยอยระบายน้ำจากอ่างกลางและอ่างเล็กล่วงหน้า เพื่อเว้นที่ว่างรับฝนระลอกใหม่ ไม่รอให้ล้นแล้วค่อยเปิด คำว่า “ใส่ใจ” ของผมคือไปดูหน้างานเอง แล้วตัดสินใจก่อนวิกฤตจะมาถึง ทำให้ปีนั้นน้ำไม่ท่วมอุบลราชธานี หลังจากไปอุบลฯไม่กี่วัน ผมก็ได้ไปเยี่ยมประชาชนที่ยโสธร เข้าไปถึงบ้านทรายงาม อำเภอคำเขื่อนแก้ว แจกของยังชีพและดูจุดท่วมจริง ๆ ก่อนไปให้กำลังใจพี่น้องที่ร้อยเอ็ด สิ่งที่เห็นคือปัญหาเดิมซ้ำทุกปี ถ้าทำเฉพาะหน้า เราก็ยังทำได้-แต่ถ้าจะหยุดวงจร ต้องทำให้เป็นระบบเดียวทั้งเส้นน้ำ
ผมขอเสนอให้เดินงานนี้พร้อมกันสามเสา และให้เป็นนโยบายสาธารณะต่อเนื่อง ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง
เสาแรก-โปรเจ็กต์ “ไม่ท่วม-ไม่แล้ง” แบบระบบเดียวทั้งลุ่มน้ำ (ใส่ใจ= ระเบียบวิธีบริหารหน้างาน)
แก้ทีละจุดไม่พอ ต้องแก้ทั้งเส้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทุกฝ่ายตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน เราต้องมี “บัญชีดุลน้ำ” ของแต่ละลุ่ม-น้ำเข้า กักเก็บ ระบาย-ที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกติกาปันน้ำที่ปรับโหมดอัตโนมัติตามสถานการณ์ (ปกติ-เฝ้าระวัง-ฉุกเฉิน) ที่อุบลฯ เราพิสูจน์แล้วว่าใส่ใจและลงมือก่อน ดูแลตลอดทั้งฤดูกาล : ทยอยปล่อยน้ำจากอ่างกลาง-เล็ก เคลื่อนเครื่องสูบไปคอขวด กำหนดเวลาปรับ-เปิดประตูน้ำตามข้อมูลจริง พอเดินตามข้อมูล เราจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องเปิด-ลด-ผันน้ำเมื่อใด จุดไหนเพิ่มกำลังสูบ จุดไหนทำคลองบายพาสชั่วคราว
การลงทุนชุดนี้คุ้มและฉลาด เพราะเงินส่วนใหญ่หมุนอยู่ในประเทศ งานหลักคือสิ่งที่คนไทยทำได้และทำเก่งอยู่แล้ว-ขุดลอกลำน้ำ แก้คอขวด เพิ่มคลองบายพาส อัพเกรดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ทำแก้มลิง-ทุ่งรับน้ำ วางแหล่งน้ำจืดสำรอง เครื่องจักรที่ใช้เป็นของพื้นฐาน-รถขุด เครื่องสูบน้ำ ท่อ วัสดุ-ผู้ผลิตไทยทำได้ ผู้รับเหมาท้องถิ่นทำได้ แรงงานไทยได้ค่าแรง เงินกระจายลงอำเภอ-ตำบล ไม่ต้องสั่งเทคโนโลยีเฉพาะทางราคาแพงจากต่างประเทศ ผลที่ตามมาคือ งบฯเยียวยาจะค่อย ๆ ลดลงเอง เพราะความเสียหายลดลงจริง จีดีพีไทยโตได้โดยไม่ต้องเอาเงินออกนอกประเทศที่แท้จริง
และอย่าลืมอีกมิติหนึ่งที่กำลังกัดกินนา-สวนของเรา-ช่วงน้ำทะเลหนุน น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เพาะปลูกลุ่มน้ำตอนล่าง ทำให้น้ำชลประทานและดินเค็มเกินที่พืชทนได้ วิธีแก้ไม่ซับซ้อน : ต้องมีแหล่งน้ำจืดสำรอง วางแนวกันเค็มให้ชัด และทำแผนสลับพืชในโซนเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นการลงทุนที่เงินอยู่บ้านเรา ใช้เครื่องสูบ ท่อ คันดิน อุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการไทยทำได้ และจ้างงานชุมชนได้ทันที แทนการปล่อยให้เสียหายแล้วค่อยเยียวยาซ้ำ ๆ
เสาที่สอง-ป่าที่กลับมามีชีวิต : ประกันชั้นแรกของไม่ท่วม-ไม่แล้ง
ถ้าต้นน้ำเปลือย ดินก็ไหลลงแม่น้ำทุกฤดูฝน ร่องน้ำตื้นเร็ว น้ำหลากบ่าจนปลายน้ำรับไม่ไหว ฤดูแล้งน้ำต้นทุนก็หาย เราต้องหันมาช่วยกันทำ ป่าที่คนอยู่ได้ ให้ชุมชนมีแรงจูงใจดูแลและได้ประโยชน์จริง พืชที่มีศักยภาพสูงคือกาแฟ ในฐานะ “พืชระบบเกษตรกึ่งป่า” ทำงานได้สองทางพร้อมกัน-ตรึงหน้าดิน ชะลอน้ำฝน สร้างร่มเงา และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน เกษตรกรที่มีพืชหลักอยู่แล้วสามารถ “ปลูกกาแฟเพิ่ม” แทรกในแถวไม้ยืนต้นหรือคันดินได้ ไม่ต้องทิ้งพืชเดิม เมื่อป่าพืชมีค่าเกิดจริง ชุมชนจะดูแลป่าเพราะเห็นรายได้ด้วยตาตัวเอง ผลคือป่าฟื้น น้ำต้นทุนเพิ่ม และฤดูฝนไม่โถมลงล่างจนเอาไม่อยู่ การลงทุนฟื้นป่าก็เงินอยู่บ้านเรา เช่นกัน-จ้างงานท้องถิ่น ใช้วัสดุพื้นฐาน แต่ได้ผลยาวทั้งฝนและแล้ง
เสาที่สาม-ทำให้ต่อเนื่องและโปร่งใส
เราไม่ควรติดกับดักทำงานเฉพาะหน้าแล้วหายไปกับฤดูกาล ต้องวางกรอบติดตามผลแบบรายลุ่มน้ำ รายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะ และผูกงบประมาณกับผลลัพธ์จริง-จังหวัดที่ลดพื้นที่ท่วมซ้ำซากได้ ควรได้รับงบประมาณปีถัดไปเพื่อพัฒนาด้านอื่น ๆ ควรทำให้ “ระบบ” ชนะ “ความเสียหาย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาคการเกษตรเป็นภาคที่น่าเห็นใจที่สุด เรามักคิดกันว่าภาคการเกษตรทำรายได้เพียงราว 8-9% ของจีดีพี แต่จริง ๆ แล้วผลกระทบกินวงกว้างกว่าตัวเลขบนกราฟมาก ในชีวิตจริงมันคือรายได้ทั้งวงจร ตั้งแต่แรงงานในนา คนขับรถอีแต๋น ร้านขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ โรงสี โรงงานแปรรูป ไปจนถึงตลาดนัดเย็นหน้าโรงเรียน เมื่อแหล่งน้ำเสถียร รายได้ของคนส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่ง และเมื่อเราลงทุนด้วยมือของเราเอง ใช้เครื่องมือไทย ใช้แรงงานไทย ประโยชน์ก็อยู่กับคนไทย ไม่ใช่ไหลออกนอกประเทศ
ผมไม่ได้ปิดประตูโครงการใหญ่ ๆ ประเทศต้องพัฒนาไปพร้อมกัน แต่ก่อนจะไปให้ถึงโครงการยักษ์ใหญ่ อย่างรถไฟความเร็วสูง สนามบินนานาชาติทั่วประเทศ หรือระบบการเงินแบบดิจิทัล ผมอยากให้เราช่วยกันทำเรื่องพื้นฐานให้จบ ๆ ไป-คือระบบน้ำและป่าของเราเอง ทำสิ่งที่ทำได้ทันที ทำอย่างโปร่งใส วัดผลได้ และเดินต่อเนื่องข้ามฤดูกาล หากเราทำสามเสานี้ให้ยืนได้-ไม่ท่วม-ไม่แล้ง ป่ามีชีวิต และการใส่ใจ-ประเทศไทยจะมั่นคงขึ้น ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ในรายงาน แต่ในทุ่งนาและในครัวเรือนจริง ๆ ของผู้คน
ประเทศไม่ใช่กราฟตัวเลข ประเทศคือผู้คน ถ้าเราทำให้น้ำ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง, ป่าต้นน้ำกลับมามีชีวิต และบริหารด้วยความใส่ใจ ก่อนวิกฤต-เงินก็จะอยู่บ้านเรา งานก็อยู่กับคนของเรา และทั้งชุมชนจะเดินไปพร้อมกัน