คุยกับเศรษฐา : ราชพัสตรา – พิพิธภัณฑ์ รันเวย์ ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
“A Queen’s wardrobe goes with country’s history” – Pierre Balmain
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีเรื่องที่นำมาซึ่งความปีติและภาคภูมิใจอย่างล้นพ้นของชาวไทย นั่นคือรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสได้ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น กร็องต็อฟฟีซีเยร์ (Grand Officier) ของเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลเลฌียงดอเนร์ (The Legion of Honor) ซึ่งถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำชาติชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อันเนื่องมาจากรัฐบาลฝรั่งเศสซาบซึ้งในพระกรณียกิจของพระองค์ที่มีต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตฝรั่งเศสในประเทศไทย และเพื่อเฉลิมฉลองวาระ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส
ในสัปดาห์เดียวกันนั้นที่ Musée des Arts Décoratifs พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้เสด็จไปทรงเปิดงานนิทรรศการ “La Mode en Majesté – Royal Thai Dress : From Traditionto Modernity” – ราชพัสตราสู่สากล
และนับเป็นพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ผมได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในวันเปิดนิทรรศการ และยังได้ชมนิทรรศการที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะมองจากมุมของประวัติศาสตร์ทางการทูต ประวัติศาสตร์แฟชั่นเครื่องแต่งกายไทย และอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการนำเสนอภาพของประเทศไทยผ่านฉลองพระองค์เมื่อครั้งดำรงสถานะสมเด็จพระราชินี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1960 และนั่นจึงเป็นที่มาของประโยคที่ผมยกมาในต้นบทความของปิแอร์ บัลแมง ที่บอกว่า ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีทั้งหมดมาพร้อมกับประวัติศาสตร์ของชาติ

ถ้าจะใช้ภาษาอังกฤษเราคงเรียกสิ่งนี้ว่า Fashion Diplomacy สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ทรงทำงานทางความคิดอย่างละเอียดอ่อนเพื่อนำเอาความเป็นไทย วัฒนธรรมไทย และภูมิปัญญาไทยไปแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก จึงเป็นที่มาของการทำงานร่วมกันระหว่างพระองค์ท่านกับปิแอร์ บัลแมง และ Maison Lesage และนี่คือที่มาของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ไม่นับฉลองพระองค์อื่น ๆที่ออกแบบโดยบัลแมงกับ Lesage โดยใช้ผ้าไทย ผ้าไหม และการประยุกต์ใช้ลวดลายของงานหัตถกรรมของชาวบ้านผ่านการตีความของดีไซเนอร์โอกูตูร์ชั้นนำอย่างบัลแมง


และนับเป็นโชคดีของพสกนิกรชาวไทยอย่างเราที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ทับซ้อนกันหลายมิตินี้ ทั้งบทบาทของปิแอร์ บัลแมง กับ Maison Lesage ในฐานะ “มรดกทางวัฒนธรรม” ร่วมสมัยของฝรั่งเศสที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการปรากฏตัวของผ้าไทย และชุดไทยที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกผ่านฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีของเรา และนี่คือเหตุผลที่พระองค์ท่านทุ่มเทกำลังความสามารถทั้งความวิริยะอุตสาหะในการเตรียมงานนิทรรศการที่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีไปจัดแสดงนอกประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย เพราะเป็นที่รู้กันว่าการแสดงงานที่ Musée des Arts Décoratifs อันถือเป็นสถาบันด้านศิลปะประยุกต์การออกแบบและแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ด้วยพระอุตสาหะของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่ใช้เวลาเตรียมงานนี้นับปีจนทางฝรั่งเศสได้ประจักษ์ในศักยภาพของนิทรรศการจนได้จัดแสดงในพื้นที่แกลเลอรี่หลักซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความมุ่งมั่นในพระหฤทัยของพระองค์ท่านที่ปรารถนาจะสื่อสารให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในมิติของสิ่งที่เป็น Intangible Cultural Heritage นั่นคือวัฒนธรรม ศิลปะ แฟชั่น และงานช่างฝีมือชั้นสูง (Craftsmanship) อันเลอค่าของทั้งสองประเทศ และสมกับที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยกย่องพระองค์ในฐานะผู้มีคุณูปการทางด้านวัฒนธรรม

ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้ถูกนำไปจัดแสดง ณ กรุงปารีส เราได้เห็นผ้าไทย ผ้าไหม ผ้าทอฝีมือคนไทยที่ผ่านการออกแบบตัดเย็บด้วยช่างฝีมือระดับโอกูตูร์ที่เป็นตำนานของฝรั่งเศสเปล่งประกายต่อสายตาของโลกแล้ว สิ่งที่ผมอยากเห็นต่อไปและเพื่อตอบสนองต่อพระวิริยะอุตสาหะของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่ได้เบิกทาง เปิดประวัติศาสตร์ให้เราเห็นว่าผ้าไทยไม่ได้แปลกแยกจากความสง่างามอย่างเป็นสากลของโลกแฟชั่นเลยแม้แต่น้อย คือ ทำอย่างไรเราจะทำให้ผ้าไทยของเราเป็นวัตถุดิบในการตัดเย็บของห้องเสื้อชั้นนำทั่วโลกได้

เมื่อปี พ.ศ. 2567 ผมได้ไปเยือนโรงงานผลิตผ้าของแบรนด์ Zegna และได้นำพระดำริของพระองค์ท่าน โดยนำผ้าย้อมครามจากดอนกอยโมเดล จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นผ้าย้อมครามจากวัสดุธรรมชาติมานำเสนอต่อ Zegna ซึ่งเขาเห็นศักยภาพ และขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่รอการพัฒนาร่วมกัน
แรงบันดาลใจและความปลื้มปีติจากการชมนิทรรศการครั้งนี้ ทำให้ผมคิดว่าทำอย่างไรผ้าไทยจะได้ไปต่อในระดับโลก
เราต้องจริงจังกับการทำงานร่วมกับแบรนด์ที่เป็น Craftsmanship ของโลก เหมือนเมื่อครั้งบัลแมงและ Maison Lesage เคยเนรมิตผ้าไทยให้เคลื่อนไหวบนไวยากรณ์แฟชั่นสากลอย่างสง่างามได้
From Tradition to Modernity จะไม่ใช่แค่ชื่อนิทรรศการ ผมอยากเห็นผ้าของช่างฝีมือไทยอยู่ที่ปารีสและทุก ๆ เมืองบนโลกนี้ในหลากหลายประโยชน์ใช้สอยของชีวิตผู้คนร่วมสมัยครับ