คุยกับเศรษฐา : อย่าจ้องแต่วิกฤต จนปิดศักยภาพ
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ผมจะไม่วิเคราะห์เรื่อง “ภาษีทรัมป์” เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยุบสภา ปัญหาไทย-กัมพูชา และความไม่แน่นอนของการเลือกตั้ง
สิ่งที่นักธุรกิจแบบผมคิดคือ ท่ามกลางความยุ่งยากซับซ้อน ทำอย่างไรเราจะเจ็บตัวน้อยที่สุด ?
คำว่า “เรา” ในที่นี้ ผมหมายถึงประเทศไทยและคนไทย
หาดใหญ่เมืองเศรษฐกิจสำคัญคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิม ที่สำคัญกว่าจะฟื้นฟูจิตใจของผู้คนที่ต้องเสียขวัญจากความตาย การสูญเสียและภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว
ผมหวังว่าภาครัฐจะเห็นความสำคัญของการบูรณะเมืองที่ต้องทำไปพร้อมกับการบูรณะจิตใจของผู้คน
เราสามารถไปดูต้นแบบการฟื้นฟูเมืองที่ประสบภัยพิบัติมาแล้ว เช่น เมืองโกเบ ว่าเขากอบกู้จิตวิญญาณของผู้คนได้อย่างไร
สงครามที่ชายแดนทำให้มูลค่าการค้าชายแดนนับแสนล้านบาทของเราหายไปในพริบตา ช่วงที่ผมเป็นนายกฯ ควบ รมต.คลัง เห็นศักยภาพของด่านการค้าชายแดนและพยายามทำควิกวินแก้ปัญหาหลายอย่างในหลายจังหวัดที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูง เช่น ลดขั้นตอนการตรวจด่านศุลกากร ใช้เทคโนโลยีลดปัญหาคอร์รัปชั่น พยายามอำนวยความสะดวกพร้อม ๆ กับจัดการปัญหานำเข้ายาง-มันสำปะหลังเถื่อนที่ทำลายตลาดภายในประเทศ
การปิดช่องโหว่เหล่านี้ ทำให้เรามีรายได้เพิ่มจากการค้าชายแดนเป็นกอบเป็นกำ
ดังนั้นแม้ชายแดนไทย-กัมพูชาจะมีปัญหา แต่ไม่ได้แปลว่าการค้าที่จังหวัดอื่น ๆ ต้องชะงักตามไปด้วย
ในจุดที่ไม่มีปัญหาการสู้รบ รัฐบาลยิ่งต้องเสริมกำลังทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้มูลค่ามาถัวเฉลี่ยกับจุดที่เราขาดหายไป
บ้านเราอาจหลังคารั่ว รั้วพัง เพื่อนบ้านอันธพาลใส่ แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกกิจการ ปิดร้าน ยิ่งมีปัญหายิ่งต้องพยายามหารายได้มาชดเชย
เดือน ธ.ค. ม.ค. ก.พ. เป็นไพรมไทม์แห่งการท่องเที่ยว
ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยมูลค่า 1.78 ล้านล้านต่อปี เมืองท่องเที่ยวหลักของเรา เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่
4 จังหวัดนี้และอีกหลายจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและสงคราม เราไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
เราต้องคว้าโอกาสจากศักยภาพของเรา
เรายังมีผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ห่วงโซ่ในการทำธุรกิจมันลากยาวไปจนถึงคนทำธูป เทียนดอกไม้ สังฆทาน ในช่วงปีใหม่ที่คนไปเที่ยวพร้อมกับไหว้พระทำบุญ ร้านอาหารที่หมายถึงมูลค่าของผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ ขนมปัง ซีอิ๊ว น้ำปลา ฯลฯ ผู้คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิง นางโชว์ รำไทย คณะแก้บน เป็นต้น
ก่อนหน้านี้เราลงทุน-ลงแรงใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังโควิด และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ เราโปรโมตประเทศอย่างหนักด้วยการเดินสายโรดโชว์ไปทั่วโลก จนนักท่องเที่ยวกลับมา “สนุก” ในไทยอีกครั้ง
ผมบอกได้เลยว่า ประเทศไทยเรากลับมาแล้วในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้มีแค่ทะเล ภูเขา วัด อาหาร แต่กำลัง Happenning อยู่ในกระแสของ Pop Culture
ตัวอย่างเช่น วันที่ 20-28 ธ.ค. Netflix มายึดทรงวาดจัดงาน One Last Adventure in Thailand ก่อนที่ซีซั่นสุดท้ายของ Stranger Things จะปิดฉากลง
จะชอบหรือไม่ชอบ ปฏิเสธไม่ได้ว่างานนี้จะทำให้คนทั่วโลกรู้จักทรงวาด รู้จักกรุงเทพฯ และรู้จักประเทศไทยจากสายตาของ Pop Culture
เราต้องมองให้เห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรม ธุรกิจคนรุ่นใหม่ กลิ่นอายและสีสันความเป็นไทยที่สดชื่น ร่วมสมัย และเป็นสากลกว่าที่เคย
ถ้าเราตั้งใจคลี่โลกกลม ๆ ออกเป็นกระดาษสองมิติ ผมว่าเราสามารถวางกรุงเทพฯ ให้อยู่ระนาบเดียวกับโตเกียว ไทเป ลอนดอน นิวยอร์ก ได้ไม่ยาก ทั้งจากประวัติศาสตร์ ความหลากหลายของวัฒนธรรมและผู้คน
ประเทศเรามีปัญหาหลายอย่างจริง แต่ผมอยากให้เราช่วยกันเวิร์กในจุดที่ยังขับเคลื่อนต่อไปได้
เราแบ่งพลังงานและความตั้งใจส่วนหนึ่งไปช่วยกันแก้ไขวิกฤต แต่ต้องใช้พลังงานและโฟกัสมาในจุดที่เป็นโอกาสของผู้ประกอบการและโอกาสของประเทศ
แบ่งเวลาสักนิด มาบอกโลกว่าเมืองไทยยังน่าอยู่และน่าเที่ยวครับ