คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
คำว่า “งมงาย” มักถูกใช้ในความหมายเชิงลบ เราถูกสอนให้เชื่อมั่นในความพยายามและการทำงานหนัก มากกว่าการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการบนบานศาลกล่าว แต่ถึงอย่างนั้น เสียงในหัวอีกด้านก็มักจะกระซิบว่า
“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
หากใครสักคนอยากขายที่ดินแล้วไปบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ขายได้ ตรรกะของเรื่องนี้ก็ค่อนข้างเรียบง่าย หากขายไม่ได้เขาก็ไม่ได้เสียอะไร และหากขายได้ ความศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งถูกตอกย้ำ เรื่องแบบนี้จึงดำรงอยู่ได้ในสังคม แม้เราจะปฏิเสธความงมงายด้วยเหตุผลก็ตาม
ผมนึกถึงข่าวเมื่อสามหรือสี่ปีที่แล้ว ผู้หญิงที่สื่อเรียกว่าเป็น “นักธุรกิจ” ซื้อมาลัยดอกมะลิกว่าสี่แสนพวง มูลค่าราว 3 ล้านบาท ไปแก้บนพระเจ้าทันใจที่วัดพระธาตุดอยคำ
หากอ่านผิวเผินอาจรู้สึกว่านี่คือความงมงาย แต่เมื่ออ่านอีกครั้ง เราจะเห็นการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ เงินจำนวนนี้กระจายไปยังร้านดอกไม้หลายสิบร้าน รถรับจ้าง คนปลูกดอกมะลิ และแรงงานที่ร้อยมาลัย
นี่คือเหตุผลที่คำอย่าง “มูเก็ตติ้ง” หรือ “มูติเวิร์ส” ปรากฏขึ้นในพื้นที่สาธารณะ
ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีมูลค่า 13.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 และจะเพิ่มเป็น 22.2 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2574 ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-Based Tourism) มีมูลค่า 13,700 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน และคาดว่าจะเติบโตเป็นกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2576
สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การท่องเที่ยวสายมูมีมูลค่า 10,800 ล้านบาทในปี 2562 และเพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาทในปี 2566 เมื่อดูเชิงพื้นที่ จะพบว่าความเชื่อเรื่องพญานาคเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวในภาคอีสาน มีแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องมากกว่า 400 แห่ง ครอบคลุมจังหวัดลุ่มน้ำโขงหลายจังหวัด จะบอกว่าพญานาคมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานก็คงไม่เกินจริง ชื่ออย่าง “คำชะโนด” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ร้อยละ 75 ของผู้บริโภคสินค้าสายมู โดยเฉพาะเครื่องประดับ เป็นคนรุ่น Gen Z สำหรับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์อย่างผม นี่ทำให้ต้องทำความเข้าใจ “มูเตลู” ใหม่ คนรุ่นใหม่มองการบริโภคสายมูเป็นการแสดงอัตลักษณ์ เป็น Self-Expression ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Faith Fashion ตั้งแต่การจับคู่สีมงคล งานศิลปะกับเครื่องราง อาร์ตทอยสายมู ลวดลายยันต์บนหมวกกันน็อก ไปจนถึงอาหาร กาแฟ หรือไพ่อ่านดวงที่ผสานวรรณกรรมกับศิลปะร่วมสมัย
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมด้านมูเตลูอยู่แล้ว วรรณกรรมอย่างขุนช้างขุนแผนเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเครื่องรางอย่างสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมนี้สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในหมวดแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่คำชะโนด ไอ้ไข่ ไปจนถึงวัดพระธาตุดอยคำ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเคยทำแคมเปญ “Amazing Mutiverse” และพบว่านักท่องเที่ยวสายศรัทธามาจากจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในช่วงที่รัฐบาลเพื่อไทยผลักดันแนวคิดนี้ เราพยายามทำให้ “มู” เชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวในฐานะแบรนด์ของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสนับสนุนเชิงระบบจากรัฐ
ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง การเชื่อมจังหวัด ไปจนถึงการออกแบบเส้นทางที่มีจุดแวะ ร้านค้า และงานคราฟต์ของท้องถิ่น เงินจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และสินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
นี่คือการกระจายรายได้โดยที่รัฐไม่ต้องสั่งการ หรือสร้างแทนประชาชน หน้าที่ของรัฐคือสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นเติบโตบนฐานวัฒนธรรมของตนเอง
นอกจากคมนาคม รัฐควรมองวัด ดอย ภูเขา และแม่น้ำ ในฐานะพื้นที่ศรัทธาที่สามารถเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง และเชื่อมโยงความเชื่อพื้นบ้านกับแนวคิดสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ความเชื่อเรื่องพญานาคสัมพันธ์กับการปกป้องแม่น้ำ การออกแบบสถาปัตยกรรม และแลนด์สเคปสามารถทำให้แหล่งท่องเที่ยวสายมูกลายเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ธรรมชาติ พลังงานสะอาด และการจัดการขยะอย่างยั่งยืน
หากทำได้ เราจะไม่เพียงได้รายได้จากนักท่องเที่ยว แต่ยังได้พื้นที่เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม คติชน วรรณกรรมพื้นบ้าน และพื้นที่สาธารณะสำหรับงานศิลปะ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าไทยไม่ได้มีแค่ความลี้ลับศักดิ์สิทธิ์ แต่มีสุนทรียศาสตร์และวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน
ศักยภาพแบบนี้มีอยู่แทบทุกจังหวัดของไทย ไม่ใช่แค่ลุ่มน้ำโขง ไอ้ไข่ หรือวัดพระธาตุดอยคำ หากรัฐใส่ใจรายละเอียด อำนวยความสะดวก และเติมโครงสร้างพื้นฐานเพียงเล็กน้อยเราจะไปต่อได้อีกไกล
ใช้มูเตลูนี่แหละครับ เป็นสินทรัพย์แห่งศรัทธาของการพัฒนา
ไม่เชื่อ…อย่าลบหลู่ครับ