เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บางจากฯ แจงหุ้นถูกอายัดเป็นเรื่องเฉพาะรายไม่เกี่ยวคดีฟอกเงิน ยันธุรกิจเดินหน้าปกติ
Economic บางจากฯ แจงหุ้นถูกอายัดเป็นเรื่องเฉพาะรายไม่เกี่ยวคดีฟอกเงิน ยันธุรกิจเดินหน้าปกติ
35 รัฐมนตรี ‘ครม.สัญจร อุดร’ แต่งชุด ‘ผ้าหมี่ขิด’ 2 ลายไหบ้านเชียง–ดอกบัว
Politics 35 รัฐมนตรี ‘ครม.สัญจร อุดร’ แต่งชุด ‘ผ้าหมี่ขิด’ 2 ลายไหบ้านเชียง–ดอกบัว
‘ประกันภัยพิบัติ’ อนุมัติสินไหมแล้ว 20 ล้าน ต่อคิวรอจ่ายอีก 354 ล.
Uncategorized ‘ประกันภัยพิบัติ’ อนุมัติสินไหมแล้ว 20 ล้าน ต่อคิวรอจ่ายอีก 354 ล.
อินช์เคป ยกทัพรถ แลนด์โรเวอร์-จากัวร์ มือสอง ราคาพิเศษ ในงาน  PRE-OWNED SALE 2026”
Automotive อินช์เคป ยกทัพรถ แลนด์โรเวอร์-จากัวร์ มือสอง ราคาพิเศษ ในงาน  PRE-OWNED SALE 2026”
ราคาน้ำมันวันนี้ (28 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (28 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
‘อสังหา’ แห่แตกไลน์ดิ้นหนีตาย ผุดคอนโดเช่า-แวร์เฮาส์-โรงแรม
Real Estate ‘อสังหา’ แห่แตกไลน์ดิ้นหนีตาย ผุดคอนโดเช่า-แวร์เฮาส์-โรงแรม
‘โรงพยาบาล’ ชิงเค้กสังคมสูงวัย รับเทรนด์กำลังซื้อ 3.5 ล้านล้าน
Business ‘โรงพยาบาล’ ชิงเค้กสังคมสูงวัย รับเทรนด์กำลังซื้อ 3.5 ล้านล้าน
นักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก หวั่นลากยาวถึงตรุษจีนปี’70 จี้รัฐเร่งสื่อสารรัฐต่อรัฐ หลังทูตเตือนเที่ยวไทย
Business นักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก หวั่นลากยาวถึงตรุษจีนปี’70 จี้รัฐเร่งสื่อสารรัฐต่อรัฐ หลังทูตเตือนเที่ยวไทย
ครม.ลดภาษีน้ำมัน E20-B20 จองคิว 3 เดือนโซลาร์ครัวเรือน
Politics ครม.ลดภาษีน้ำมัน E20-B20 จองคิว 3 เดือนโซลาร์ครัวเรือน
‘สมิทธ์’ CFO กัลฟ์ กับภารกิจรุก ‘ดาต้าฯ-AI
Economic ‘สมิทธ์’ CFO กัลฟ์ กับภารกิจรุก ‘ดาต้าฯ-AI
ดูทั้งหมด

คุยกับเศรษฐา : 3 ทักษะสำคัญ ‘การศึกษาตลอดชีวิต’ อะไรก็เป็นไปได้

21 เม.ย. 2569 | 14:28น.
การศึกษาตลอดชีวิต
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

คุยกับเศรษฐาตอนที่แล้ว ผมตั้งข้อสังเกตเรื่องการขยายตัวของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต อีกทั้งยังได้รับการอุดหนุนเชิงภาษีอันเนื่องจากเป็นธุรกิจการศึกษา ที่ผมเห็นว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติควรมีส่วนในการสนับสนุนการศึกษาในท้องถิ่น หรือมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีความเป็นธุรกิจน้อยลงและมีบทบาทในฐานะ “ผู้ให้บริการทางการศึกษาแก่ชุมชน” ไปพร้อม ๆ กัน

ผมเชื่อว่าธุรกิจทางการศึกษามีลักษณะร่วมบางอย่างกับธุรกิจการรักษาพยาบาล นั่นคือเป็นธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับมิติของความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

หันมามอง “ความเหลื่อมล้ำ” ในระบบโรงเรียนไทยบ้าง ผมมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำในระบบโรงเรียนไม่ได้แปลว่าเราต้องทำให้ทุกโรงเรียนกลายเป็นเตรียมอุดมหรือกำเนิดวิทย์เหมือนกันไปหมด เพราะคำว่าความเท่าเทียมไม่ได้แปลว่า “เหมือนกัน”

ตรงกันข้ามเราควรมีระบบโรงเรียนและการศึกษาที่หลากหลาย มากพอที่จะตอบโจทย์ประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่จุดสูงสุดของความสำเร็จทางการศึกษาไม่ใช่การจบปริญญาตรี โท เอก เท่านั้น แต่คือทักษะเพื่อความสามารถในการแสวงหาความรู้ และยกระดับทักษะความสามารถของตัวเองไปตลอดชีวิต

ผมยังเชื่อว่าการศึกษาที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้พื้นฐานที่เด็กจะได้รับในช่วงประถมไปจนถึงมัธยมต้น

ถ้าอ่านหนังสือไม่คล่อง แปลว่าขาดทักษะในการแสวงหาต่อยอดความรู้ด้วยตนเองจากการอ่าน

ถ้าพื้นฐานความรู้คณิตศาสตร์อ่อนแอ แปลว่าทักษะในทางตรรกะย่อมอ่อนแอตามไปด้วย

ถ้าพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์ไม่แน่น แปลว่าทักษะการตั้งคำถาม สงสัย และความพยายามจะค้นหาความจริงก็อ่อนแอตาม

3 ทักษะนี้คือองค์ความรู้พื้นฐานที่เด็กจำเป็นต้องมี เพื่อที่ว่าแม้เขาจะไม่อยู่ใน “ระบบการศึกษา” อีกต่อไปแล้ว เขาจะมีเครื่องมือในการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้งเมื่อเขาพร้อม

ใช่ครับ ผมกำลังพูดในสิ่งที่เชยที่สุด นั่นคือการศึกษาที่แท้จริงหมายถึง “การศึกษาตลอดชีวิต”

วิชาภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในชั้นประถม ไม่ใช่แค่เรื่องความถนัด แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องมี

รัฐบาลต้องลงทุนและตั้งเป้าให้ชัดเจนว่า เด็กนักเรียนที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับอย่างน้อยต้องสามารถเป็น “นาย” หรือมาสเตอร์ 3 ทักษะนี้ให้ได้

ถ้าอ่านเก่ง คำนวณเป็น คิดเชิงตรรกะได้ และมองโลกด้วยสายตาของวิทยาศาสตร์ ต่อให้จบแค่มัธยมต้น ในอนาคตจะต่อยอดไปเรียนทำขนมปังด้วยตนเองจากยูทูบ ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องอ่านสูตรได้ คำนวณได้ เข้าใจเรื่องการทดลองและปฏิกิริยาทางเคมีของส่วนผสมต่าง ๆ ในการกลายเป็นขนมปังจากแป้ง จากยีสต์ เป็นต้น

หันมาดูงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการต่อปีประมาณ 3.28 แสนล้านบาท (ข้อมูลจาก TDRI) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบประมาณมากที่สุดคือ 2.52 แสนล้านบาท (77%)

ใน 77% นี้ 73% เป็นงบฯบุคลากรคือ 1.84 ล้านบาท โดย สพฐ.มีโรงเรียนใต้สังกัดอยู่มากกว่า 29,000 แห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่กว่า 245 เขต มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 5 แสน นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนเป็นเงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี สำหรับนักเรียนอนุบาล 1 จนถึง ม.6 กว่า 6 ล้านคน วงเงิน 3.9 หมื่นล้านบาท (16%)

ถ้าดูจากการจัดสรรงบฯ ผมว่าเรามาถูกทางกันพอสมควร นั่นคือใช้งบฯไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักอยู่แล้ว เพียงแต่สัมฤทธิผลยังค่อนข้างต่ำ ผลการสอบ ONET พบว่านักเรียนกว่า 50% ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง ผลการสอบ PISA พบว่าเด็กไทยขาดทักษะการอ่านและการจับใจความสำคัญ

ถามคนค่อนข้าง “เก่า” แบบผม ด้วยระบบโรงเรียนและกลไกของ สพฐ. ที่มีอยู่มันก็ไม่ได้แย่นักหรอกครับ ขอเพียงแค่ สพฐ.หรือนักการศึกษาอาจต้องกลับมาให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการคิด ว่าทำอย่างไรเด็กไทยจะต้องมาสเตอร์ทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ให้ได้

คำว่ามาสเตอร์ให้ได้ ไม่ได้แปลว่าต้องไปโอลิมปิก แต่หมายถึงมีพื้นฐาน 3 วิชานี้แน่นที่สุด

ลองมาตั้งโจทย์กันใหม่ว่า ทำอย่างไรให้คนจบมัธยมต้นของประเทศไทยสามารถอ่านหนังสืออย่างแตกฉาน มีตรรกะที่ได้รับการปูพื้นจากการเรียนคณิตศาสตร์อย่างถูกวิธี และมีจิตวิญญาณของนักตั้งคำถามที่จะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง

ด้วยสามทักษะพื้นฐานนี้ บางคนอาจจะออกไปทำงานตั้งแต่จบ ม.3 บางคนอาจไปเอาดีทางอาชีวะ บางคนอาจเรียนต่อมัธยมปลาย แล้วเบนเข็มสู่การเข้าฝึกงานในสาขาอาชีพที่ตนเองสนใจ บางส่วนเท่านั้นที่จะเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยทางเลือกที่แตกต่างกัน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สถานะของครอบครัว แต่สิ่งที่เขาจะมีเท่ากัน คือโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องวัดกันที่ใบปริญญา หรือความสำเร็จของการสอบเข้าโรงเรียนที่ดัง ๆ

นโยบายการศึกษาที่พูดกันมาตลอดอย่าง Lifelong Learning การแจกคูปองให้ไป Upskill Reskill เพื่อเปลี่ยนสายงาน สายอาชีพในโลกที่เอไอมีบทบาทสำคัญ หรือแม้กระทั่งความสามารถที่จะเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรมาเป็นแพทย์ จากแพทย์ไปเป็นเชฟหรือศิลปิน จากกรรมกรโรงงานสู่การเป็นดีไซเนอร์ จากเด็กเสิร์ฟไปสู่การเป็นบาริสต้า ฯลฯ

อะไรก็เป็นไปได้ หากเราเตรียมเด็กไทยให้อ่านออกเขียนได้จริง ๆ ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ยังไม่ต้องไปคว้าดาวนอกโลก แค่โรงเรียนใกล้บ้านทุกโรงเรียนสามารถสร้างเด็กที่รักการอ่าน มีพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แน่น ๆ ขอแค่นี้ ที่เหลือผมว่าเด็กไทยจะกลายเป็นประชากรโลกที่ทำอะไรก็ได้ ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะสามารถต่อยอดความรู้กันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนี่คือความหมายของคำว่า Lifelong Learning ที่แท้จริงนะครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การศึกษา คุยกับเศรษฐา