คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน :เศรษฐา ทวีสิน
โลกวันนี้ไม่ได้แค่ผันผวน แต่กำลัง “ตึงตัว” ในระดับที่ไม่เคยเห็นมานาน เข็ม “Doomsday Clock” ซึ่งจัดทำโดยองค์กรวิทยาศาสตร์ชื่อ Bulletin of the Atomic Scientists กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดย “เที่ยงคืน” ในที่นี้หมายถึงหายนะระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ ภัยภูมิอากาศ หรือเทคโนโลยีที่ควบคุมไม่ได้
ขณะที่ Global Peace Index ก็ชี้ว่า โลกมีสันติภาพต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มวัด สัญญาณที่มักเกิดก่อนความขัดแย้งขนาดใหญ่กำลังกลับมาอีกครั้ง
ในโลกแบบนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “จะลงทุนที่ไหน” แต่คือ “จะอยู่ที่ไหนให้ปลอดภัย และยังมีโอกาสเติบโต”
นี่คือจุดที่ Geopolitics ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มาอยู่กลางการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ
ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี มีโอกาสไปพูดในเวที MIPIM 2024 ที่เมืองคานส์ การประชุมของนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ระดับโลก อีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนมุมมองของทุนโลกได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่ผมย้ำในวันนั้นไม่ใช่แค่ศักยภาพของประเทศไทย แต่คือ “ความพร้อม” ในการเป็นพื้นที่ที่ให้ทั้งความมั่นใจและโอกาส ประเทศที่เปิดกว้าง เชื่อมต่อกับโลก และมีเสถียรภาพเพียงพอ ไทยเราควรเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในยุคของความไม่แน่นอนในโลกใบนี้
ถ้ามองประเทศไทยผ่านดัชนีโลก ภาพที่ออกมาน่าสนใจมาก เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่สงบที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรากลับมีข้อได้เปรียบหลายด้านที่โดดเด่นอย่างมาก ลองดูภาพรวมจากข้อมูลสำคัญเหล่านี้ครับ
ตัวชี้วัด สถานะของไทย นัยสำคัญ แหล่งข้อมูล

ภาพนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญว่า ไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ดีที่สุด” ในด้านใดด้านหนึ่ง แต่มี “องค์ประกอบครบ” ในแบบที่โลกกำลังต้องการ
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งในหมู่นักลงทุนระดับโลก นั่นคือ การตัดสินใจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มี “ค่าความเสี่ยง” เป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อห่วงโซ่อุปทานถูกย้าย การลงทุนถูกกระจาย และบริษัทขนาดใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับ Resilience (ความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือวิกฤต) มากกว่า Efficiency (ประสิทธิภาพสูงสุด)
ในบริบทแบบนี้ ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดี มีต้นทุนแข่งขันได้ และไม่อยู่ในแนวหน้าของความขัดแย้ง จะกลายเป็น “Safe Haven” โดยธรรมชาติ และไทยมีองค์ประกอบเหล่านั้นเกือบครบ
เรามีระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ในต้นทุนต่ำ อาหารและทรัพยากรที่พึ่งพาตัวเองได้ ภูมิอากาศและวิถีชีวิตที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ที่สำคัญไม่ได้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นแนวปะทะของมหาอำนาจโดยตรง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ข้อดี” แต่กำลังกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์” ในโลกใหม่
ปัญหาคือ สิ่งที่ไทย “มี” ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ไทย “เป็น”
ในขณะที่เรามีจุดแข็งจำนวนมาก เราก็มีจุดอ่อนที่ชัดเจนไม่แพ้กัน
มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM 2.5 กลายเป็นปัจจัยที่ชาวต่างชาติพูดถึงมากที่สุด และสำหรับหลายครอบครัว นี่ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวกสบาย แต่เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจ “ไม่ย้ายมา” ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายและกฎระเบียบก็ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวล เพราะในโลกวันนี้ นักลงทุนไม่ได้กลัวกฎ เท่ากับกลัว “กฎที่เปลี่ยนไปมา”
และที่สำคัญ เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ไทยยังไม่ถูกมองว่าเป็นประเทศ “ปลอดภัย” อย่างแท้จริงในสายตาของนักลงทุนระยะยาว
นี่คือช่องว่างระหว่างศักยภาพกับความเป็นจริง
ถ้าเราต้องการให้ไทยไม่ใช่แค่ Safe Haven แต่เป็น “Investment Hub” ต้องขยับจากข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ไปสู่ข้อได้เปรียบเชิงนโยบาย
ประเทศที่ชนะในโลกใบนี้ ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีความเสี่ยง แต่เป็นประเทศที่ “คาดการณ์ได้” กติกาชัดเจน นโยบายต่อเนื่อง และระบบโปร่งใส จะกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด
ขณะเดียวกัน โลกวันนี้แข่งขันกันที่ “คน” เงินลงทุนจะไหลไปหาที่ที่คนเก่งอยากอยู่ ไทยมีข้อได้เปรียบตรงนี้อยู่แล้วจากการเป็นจุดหมายของ Digital Nomads แต่เรายังต้องไปให้ไกลกว่านั้น ต้องเปิดให้คนเก่งเข้ามาทำงาน สร้างธุรกิจ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศได้จริง
และสุดท้าย เมืองน่าอยู่จะเป็นตัวตัดสิน กรุงเทพฯฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เป็น Platform ของเศรษฐกิจโลก ถ้าสามารถทำให้เมืองน่าอยู่ เดินได้ ใช้ชีวิตได้ และทำงานได้โดยไม่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นหรือการจราจร เมืองไทยจะกลายเป็นแม่เหล็กของโลกทันที
ในท้ายที่สุด โลก “เดือด” กำลังสร้างหน้าต่างโอกาสให้บางประเทศ ประเทศที่ไม่อยู่ในแนวรบ มีทรัพยากร มีคุณภาพชีวิต และมีเสถียรภาพเพียงพอ จะกลายเป็นจุดหมายของทั้งคนและทุน
ไทยมีวัตถุดิบครบเกือบทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ขาด ไม่ใช่ศักยภาพ แต่คือ “การตัดสินใจลงมือทำ”
คำถามจึงไม่ใช่ว่าเรามีโอกาสหรือไม่ แต่คือ เราจะคว้าโอกาสนี้ทันหรือเปล่า
เพราะในโลก Geopolitics วันนี้ ประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่รอ แต่คือประเทศที่ “เลือกจะเปลี่ยน” ก่อนใคร