คุยกับเศรษฐา : การทูตที่พูดด้วยวัฒนธรรม
คอลัมน์ : คุยกับคุณเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ในโลกที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศรุนแรงขึ้นทุกวัน “การทูต” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนโต๊ะเจรจา ไม่ได้มีเพียงถ้อยแถลงของผู้นำ หรือเอกสารความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเท่านั้น หลายครั้งการทูตที่ทรงพลังที่สุดคือการทูตที่พูดด้วยภาษาอื่น-ภาษาแห่งวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นทั้งพระราชกรณียกิจในเชิงพิธีการ และเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ในวาระ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และยังต่อเนื่องจากความทรงจำทางประวัติศาสตร์ 340 ปี นับจากการติดต่อครั้งแรกระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
ความหมายของการเสด็จฯ ครั้งนี้อยู่ตรงที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกวางไว้เฉย ๆ ในพิพิธภัณฑ์หรือแบบเรียน แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามร่วมสมัยของโลกปัจจุบัน ตั้งแต่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ Hôtel des Invalides การพบประธานาธิบดี Emmanuel Macron และภริยาที่ Élysée Palace งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ การวางพวงมาลาที่ Arc de Triomphe ไปจนถึงการเสด็จฯ เยี่ยมชมแนวคิด Sustainable Paris ที่ศาลาว่าการกรุงปารีส และการล่องเรือไฟฟ้าเพื่อทอดพระเนตรการพัฒนาเมืองริมแม่น้ำแซน ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่มีทั้งอดีตอันยาวนาน และยังมีอนาคตร่วมกันในเรื่องเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การเสด็จฯ ไปเมือง Toulouse เพื่อเยี่ยมชม Airbus ก็ยิ่งตอกย้ำว่าการทูตสมัยใหม่ต้องเชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประเทศที่มีความสัมพันธ์ดีต่อกันย่อมขยายไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ โอกาส และความไว้วางใจ
อีกมิติหนึ่งที่มีความหมายมากคือ บทบาทของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Grand Officier of the Légion d’honneur จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่ใช่เพียงเกียรติยศส่วนพระองค์ หากสะท้อนการยอมรับบทบาทด้านศิลปะ วัฒนธรรม แฟชั่น สิ่งทอ และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
ในโลกสมัยใหม่ แฟชั่นและวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เรื่องการบริโภคหรือการเพิ่มสีสัน แต่จัดเป็นภาษาทางเศรษฐกิจก็ว่าได้ เพราะวัฒนธรรมและการดีไซน์เป็นอุตสาหกรรม เป็นการสร้างภาพจำของประเทศ และเป็นช่องทางที่ทำให้ประเทศหนึ่งต่อรองกับโลกได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง ในความหมายนี้การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ที่ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส จึงเป็นการนำเครื่องแต่งกายไทย มรดกไทย และความคิดสร้างสรรค์ไทยไปยืนอยู่บนเวทีโลกอย่างร่วมสมัย
ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสมีความลึกทางประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสในปี 1897 รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสในปี 1960 และในครั้งนี้เป็นการเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการโดยพระมหากษัตริย์ไทย (State Visit) เป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ ความต่อเนื่องเช่นนี้มีความหมาย เพราะทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงรัฐบาลที่เปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง แต่ยังมีประวัติศาสตร์ มีสถาบัน มีความทรงจำร่วม และมีความสัมพันธ์ระยะยาวกับมิตรประเทศ
ในการเมืองภายในเราอาจมีความเห็นต่างกันได้ และสังคมประชาธิปไตยก็ต้องมีพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างตรงไปตรงมา แต่ในเวทีระหว่างประเทศมีบางบทบาทที่ทำหน้าที่เชื่อมความต่อเนื่องของชาติ ข้ามพ้นรัฐบาลหนึ่งไปสู่อีกรัฐบาลหนึ่ง ข้ามพ้นความผันผวนรายวันของการเมือง และทำให้คู่สัมพันธ์เห็นว่าประเทศไทยมีราก มีวัฒนธรรม และมีความตั้งใจจะรักษามิตรภาพระยะยาว
สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญคือ ในสายตาของหลายประเทศเขาไม่ได้มองไทยเพียงในฐานะตลาด แหล่งท่องเที่ยว หรือประเทศขนาดกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่เขามองเห็นไทยในฐานะอารยธรรมที่มีความลึก มีความต่อเนื่อง และมีวัฒนธรรมที่มั่นคงพอจะสนทนากับโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตรงนี้คือต้นทุนที่อาจไม่ปรากฏในงบดุลทันที แต่เป็นฐานสำคัญของความไว้วางใจ ซึ่งต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน การศึกษา เทคโนโลยี และบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว
วันนี้โลกกำลังแบ่งขั้วมากขึ้น มหาอำนาจแข่งขันกันหนักขึ้น สงคราม การค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงล้วนทำให้ประเทศขนาดกลางต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม สำหรับไทยทางเลือกที่ดีที่สุดไม่ใช่การส่งเสียงเรียกร้องที่ดังที่สุด หรือเลือกข้างเร็วที่สุด แต่คือการเป็นประเทศที่ทอดสะพานไว้ให้มากที่สุด
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เข้าใจพลังของวัฒนธรรมดีมาก ตั้งแต่ภาษา ศิลปะ อาหาร แฟชั่น พิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไทยเองก็มีทุนแบบนั้น เพียงแต่เราต้องทำให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราเดินทางออกไปสู่โลกอย่างมีระบบ มีรสนิยม และมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์
การทูตทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องพิธีการ และไม่ใช่เรื่องของพระราชกรณียกิจเท่านั้น หากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ประเทศ ตั้งแต่การท่องเที่ยว แฟชั่น อาหาร ศิลปะ เมืองสร้างสรรค์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอนาคต
ประเทศที่มีแต่สินค้าอาจขายได้เป็นครั้ง ๆ แต่ประเทศที่มีเรื่องเล่า มีวัฒนธรรม และมีความสัมพันธ์ที่ลึกพอ จะถูกจดจำได้นานกว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บางครั้งบทบาทที่ดีที่สุดของไทยอาจไม่ใช่การเป็นผู้ตัดสินใคร แต่อาจเป็นการเป็นสะพาน-สะพานที่มั่นคง สุภาพ และมีรากทางวัฒนธรรมของตัวเอง