เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ดูทั้งหมด

บริบท SET ในมิติ Care รวมพลังบวกกู้วิกฤตโลกร้อน

25 ต.ค. 2564 | 11:12น.
ปลูกป่า

ต้องยอมรับว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นอกจากจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการระดมทุนของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้เข้าถึงแหล่งลงทุน ที่สำคัญยังเป็นช่องทางการออมและการสร้างดอกผลจากการลงทุนของประชาชนอีกทางหนึ่ง

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯทำหน้าที่ให้บริการความรู้ทางการเงิน และการลงทุนแก่เยาวชนและบุคคลทั่วไป

ดังนั้นตลอดช่วงผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯจึงให้ความสำคัญกับ “ธรรมาภิบาล” (governance) ในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่เมื่อไม่กี่ปีตลาดหลักทรัพย์ฯกลับให้ความสำคัญกับเรื่อง “สิ่งแวดล้อม”(environmental) และ “สังคม” (social) จนเข้าไปผนวกอยู่ในกรอบของการดำเนินธุรกิจ หรือที่รู้จักกันคือ “ESG” (environmental, social, governance)

โดยเฉพาะ “E-environmental” ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยรวม เพราะดั่งที่ทุกคนทราบดี ปัจจุบันโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสภาพภูมิอากาศก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จนทำให้สหประชาชาติเข้ามาผลักดันกลุ่มประเทศสมาชิกต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

ผลเช่นนี้จึงทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดทุน ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงมุ่งหวังอย่างยิ่งที่อยากจะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ด้วยการขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 3 มิติ อาทิ มิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

จนที่สุดจึงเกิดโครงการ “Climate Change Climate Care Collaboration : รวมพลังบวกกู้วิกฤตโลกร้อน” ขึ้น ทั้งนั้นเพื่อสร้างความสมดุลให้แก่โลก และช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนในขณะนี้ โดยผ่าน 3 โครงการหลัก ๆ คือ

หนึ่ง Care the Bear : Change the Climate Change

สอง Care the Whale : ขยะล่องหน

Advertisement

สาม Care the Wild : ปลูกป้อง Plant & Protect

เบื้องต้น “นพเก้า สุจริตกุล” ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพราะเรามองเห็นว่าโลกไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน ยิ่งตอนนี้โลกของเรากำลังประสบปัญหาสภาพภูมิอากาศ และเราเองก็มองเห็นว่า บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงเกิดความคิดในการทำเรื่องนี้

นพเก้า สุจริตกุล
นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ยิ่งเมื่อโลกผจญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งทำให้มองเห็นหนทางในการแก้ปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่หลาย บจ.ต่างพยายามฟื้นตัวทางธุรกิจ แต่กระนั้นต้องยอมรับว่า บจ.ต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้นด้วย”

“ที่สำคัญ เรามองเห็นว่าวิกฤตโควิด-19 รอบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะขยะที่เกิดจากการสั่งอาหารจากฟู้ดดีลิเวอรี่ และขยะจากหน้ากากอนามัย”

“ตรงนี้จึงทำให้ดิฉันมองเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็น environmental K-shape change ยิ่งถ้าเราสังเกตจากตัว K จะเห็นว่าขาที่พุ่งขึ้นบนคือตัวแทนของธรรมชาติ และตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ประเทศ ทุกคนหยุดการเดินทางท่องเที่ยว”

“ปรากฏว่าธรรมชาติทุก ๆ ที่ในเมืองไทยต่างบำบัดและฟื้นฟูตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้, สัตว์ป่า, สัตว์ทะเล และอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ถ้ามองมาที่ตัว K โดยเฉพาะขาล่าง ตรงนี้คือตัวแทนของมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้กระทำสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะขยะที่เกิดจากสั่งอาหารเพิ่มขึ้นถึง 100% ส่วนขยะหน้ากากอนามัยคาดการณ์กันว่าภายในสิ้นปี 2564 น่าจะมีสูงถึง 50 ล้านชิ้น”

“คำถามเกิดขึ้นทันที แล้วเราจะบริหารจัดการอย่างไร ? จะเผาอย่างไร และจะมีใครติดเชื้อจากขยะเหล่านี้หรือไม่ ? สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ทำให้เราคิดและตระหนักอยู่เสมอว่า เราจะทำอย่างไร จนกระทั่งมองเห็นว่าควรเริ่มจากตัวเราก่อน และที่สุดก็เริ่มจากบุคลากรทุกคนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงตอนนี้ต้องบอกว่า แทบไม่มีใครใช้กล่องโฟม และก็ไม่มีใครใช้ขวดน้ำพลาสติก ตอนนี้ทุกคนต่างมีแก้วเป็นของตัวเอง จนทำให้ขยะเป็นศูนย์ 100%”

“นพเก้า” กล่าวต่อว่า เมื่อเราจุดประกายจากพนักงานของตลาดหลักทรัพย์ฯจนประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงขยายผลไปสู่ฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ โดยในปี 2561 ผ่านมา เราจึงเริ่มโครงการ “Climate Change Climate Care Collaboration : รวมพลังบวกกู้วิกฤตโลกร้อน” ด้วยการทำ 3 โครงการหลัก ๆ

“สำหรับ Care the Bear : Change the Climate Change เราใช้หมีขั้วโลกเป็นสัญลักษณ์ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญ โครงการนี้เราถอดแบบมาจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพราะเขามีการวัดเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ ออร์แกไนเซชั่น โปรดักต์ และคาร์บอนฟุตพรินต์ อีเวนต์ ออร์แกไนเซชั่น”

“พูดง่าย ๆ ว่า เราไปดูแล้วเห็นว่ายังไม่ค่อยมีใครทำ ก็เลยดึงมาทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายากมาก จากนั้นเราก็ขายความเชื่อที่เรามี บวกกับ บจ.ต่าง ๆ ที่เขาทำ CSR อยู่ก่อนแล้ว และเห็นว่าทางตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสนใจเรื่องนี้มาก พวกเขาก็เลยมาเป็นพันธมิตรกับเราในการลดการใช้โฟมก่อน”

ต่อจากนั้นเราสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการจัดกิจกรรมทุกรูปแบบ มีให้คำปรึกษา วางแผน ออกแบบ อบรม และให้บริการ web based GHG calculator platform เพื่อใช้คำนวณการปล่อยก๊าซอย่างง่าย ๆ แต่นำไปใช้ได้จริง ปัจจุบันเรามีพันธมิตรเกือบ 200 องค์กร ลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์แล้ว 10,783 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการดูดซับ CO2/ปี ของต้นไม้ จำนวน 1,198,136 ต้น หรือเทียบเท่ากับการดูดซับ CO2/ปี ของป่าสมบูรณ์ จำนวน 10,783 ไร่

“นอกจากนั้นในส่วนของการสร้างกิจกรรม 6 เรื่องสำหรับการดูแลใน web based GHG calculator platform เราจะใส่เรื่องของการไม่ใช้โฟม, ไม่ใช้กระดาษและขวดพลาสติก, ลดพลังงานไฟฟ้า, ใช้วัสดุธรรมชาติแทนการทำแบล็กดรอป และเดินทางด้วยรถสาธารณะ ดิฉันมองว่า Care the Bear มีความน่ารักตรงที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ตอนนี้ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯใครถือโฟมมาบนตึกไม่ได้เลย แม้แต่ถุงพลาสติกตอนนี้ก็ไม่มีใครใช้เลย”

ที่สำคัญ ในส่วนของ Care the Bear จะมีบริการฟรีคอยให้ความรู้เรื่องต่าง ๆ อาทิ E-AGM การประชุมผู้ถือหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์, executive meeting, online event, online service และการมอบรางวัลต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถเข้าไปกรอกได้ที่ web based GHG calculator platform

ถึงตรงนี้ “นพเก้า” จึงเล่าต่อว่า สำหรับโครงการ Care the Whale : ขยะล่องหน เราใช้ปลาวาฬเป็นสัญลักษณ์ เนื่องจากครั้งหนึ่งมีข่าวปรากฏว่าปลาวาฬขึ้นมาเกยตื้นตาย พอผ่าท้องออกมาก็พบขยะพลาสติกอยู่ในท้องถึง 8 กิโลกรัม นับเป็นข่าวที่สลดใจมาก เราจึงนำปลาวาฬมาเป็นสัญลักษณ์ของโครงการ เพราะดั่งที่ทราบอาคารของตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอยู่มาก

“ที่สำคัญ อาคารของเราตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก บ้านเลขที่ 93 เราจึงเกิดความคิดในการเชิญชวนเพื่อนบ้านของเราที่ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันมาทำโครงการนี้ เริ่มจากทางด้านซ้ายมือสุดของเราไปจนถึงขวามือสุด ซึ่งบริเวณนี้จะมีธุรกิจอยู่ 3 ประเภทคือออฟฟิศบิลดิ้ง, ศูนย์การค้า และเรซิเดนต์

โดยเราจะเข้าไปพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ชักชวนกันมาทำโครงการกับเรา ปรากฏว่าเพื่อนบ้านทุกคนสนใจมาก ส่งคนมาดูงาน มาทำเวิร์กช็อป และมาลงมือกันทำ ทั้งในส่วนของ facility management, การดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และการคัดแยกขยะ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ไปในตัว”

“และตอนนี้เราขยายพันธมิตรไปที่ศาลายา, เพลินจิต, พระราม 4, คลองเตย, เพชรบุรีตัดใหม่, วัชรพล และสมุทรปราการ ซึ่งสำนักงานของเพื่อนบ้านทุกคนที่เข้าร่วมโครงการกับเราจะทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ไปในตัวด้วย ผ่านมา หลังจากเรารณรงค์โครงการ”

“ปรากฏว่าทุกอาคารมีการคัดแยกขยะชัดเจนขึ้น ที่ไม่เพียงจะลดต้นทุน เพราะเราติดต่อบริษัทในพันธมิตรของเรามาขนขยะเหล่านี้ เพราะบางส่วนเป็นขยะมีพิษ บางส่วนเป็นขยะอันตราย และบางส่วนก็เป็นขยะจากของเหลือทิ้ง พวกเราทุกบ้านจะมาแชร์ต้นทุนในการขนย้ายแต่ละครั้ง ที่ไม่เพียงราคาจะถูกลง ยังถูกกำจัดขยะอย่างถูกต้องด้วย”

“นอกจากนั้นเรายังมีน้อง ๆ ที่มาจากโครงการ SE (social enterprise) ที่ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมมาช่วยออกแบบ และเริ่มโครงการด้วยกัน ทั้งยังมีพันธมิตรอื่น ๆ ที่อยู่ย่านอื่น ๆ มาร่วมขับเคลื่อนโครงการด้วย ปรากฏว่าหลังจากทำโครงการผ่านไปสักระยะ เราสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการบริหารจัดการขยะและคัดแยกขยะได้ถึง 10,218 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการดูดซับ CO2/ปี ของต้นไม้ จำนวน 1,135,370 ต้น”

ขณะที่ในส่วนของโครงการล่าสุด Care the Wild : ปลูกป้อง Plant & Protect “นพเก้า” เล่าให้ฟังต่อว่า โครงการนี้เราใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์ชื่อว่า “ปลูกป้อง” เพราะ “ช้าง” แทนความหมายในความสมบูรณ์ของผืนป่าตามธรรมชาติ ที่สำคัญ จากข้อมูลที่ได้รับพื้นที่ป่าในประเทศไทยตลอดช่วง 5 ปีผ่านมามีจำนวนค่อนข้างคงที่ คือมี 102 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.5 จากพื้นที่ป่าทั้งหมด 322 ล้านไร่

“แต่ในความเป็นจริง ถ้าพื้นที่ป่าเกิดความสมดุลจริง ๆ ควรจะต้องมีพื้นที่ป่า 128 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 ถึงจะเกิดความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ผลตรงนี้จึงทำให้เราฉุกคิด และเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรถึงจะทำโครงการแล้วเกิดความสมบูรณ์ของผืนป่า อย่างแรกเลยเราต้องดูแลรักษาป่าอนุรักษ์ให้คงอยู่ จากนั้นถึงจะมาเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมการปลูกป่าภาครัฐ ป่าชุมชน ป่าของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และป่าภาคเอกชน ก่อนที่จะชักชวน บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯมาร่วมกันทำ”

“โดยมีหลักการ และแนวคิดในการทำโครงการ Care the Wild : ปลูกป้อง Plant & Protect ด้วยการระดมทุนเพื่อปลูกป่าใหม่ ปลูกป่าเสริม และส่งเสริมการดูแลป่า ดังนั้นคณะทำงานของเราถือเป็น collaboration platform ที่มาจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคสังคมในการทำงานร่วมกับธรรมชาติ”

“ทั้งนั้นเพื่อให้การพัฒนาอยู่บนเส้นทางเดียวกับความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำว่าปลูกคือปลูกไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า, ป้องคือปกป้องผืนป่าด้วยกลไกธรรมาภิบาลป่าไม้ เพราะนอกจากจะมีการเปิดเผยข้อมูลผู้ให้ทุน และผู้ปลูก ยังมีการติดตามการเติบโตของป่า ผ่าน application Care the Wild ในระยะเวลา 6 ปีในเบื้องต้น แต่ต่อไปอาจขยายเป็น 10 ปี, ส่วนปลูกคือปลูกไม้ให้ได้ป่า และปลูกแล้วต้นไม้ต้องรอด 100%”

“ดังนั้นโครงการนี้จึงเริ่มจากแผนระดมทุนในการหาเงิน, แผนออกแบบพื้นที่, แผนระบบน้ำ, แผนชุมชน, แผนการตรวจแปลง และรายงาน, แผน application innovation, แผนการถอดบทเรียนความรู้ และแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อต่อยอดโครงการต่อไป ฉะนั้นเราจึงมีพันธมิตรที่เป็นบริษัทเอกชนหลายรายมาร่วมโครงการกับเรา”

“แต่กระนั้นพื้นที่ปลูกต้นไม้ต้องมีเอกสารสิทธิ และมีกฎหมายรองรับในเรื่องป่าชุมชนด้วย ผลตรงนี้จึงทำให้เราจับมือกับกรมป่าไม้เพื่อนำพื้นที่ป่าชุมชนมาให้เราเลือก ที่สำคัญ ชุมชนต้องเห็นคุณค่าของป่า และต้องมาช่วยดูแลป่า และช่วยรดน้ำต้นไม้ด้วย”

“หลังจากเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2563 ผ่านมา เราปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 30,000 ต้น ในอาณาบริเวณทั้งหมด 150 ไร่ ใน 5 จังหวัด ทั้งผืนป่าต้นน้ำภาคเหนือ (จ.เชียงราย และน่าน) ภาคกลาง (จ.เพชรบุรี และราชบุรี) และภาคอีสาน (จ.มหาสารคาม) รวมทั้งยังติดตามการเติบโตร่วมกับกรมป่าไม้เพื่อให้ต้นไม้มีอัตรารอด 100% ตามเป้าหมายโครงการ เพราะทุก 6 เดือนจะมีรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุมชนเข้ามา ด้วยการถ่ายภาพต้นไม้, วัดความสูงของต้นไม้, วัดความกว้าง และตรวจสอบคาร์บอนฟุตพรินต์ตลอดเวลา”

“นพเก้า” บอกต่อว่า ดังนั้น impact return จึงไม่ใช่แค่ป่าอย่างเดียว แต่จะเป็นรายได้ของชุมชน ตัวเลขการย้ายถิ่นที่ลดลง การสร้างอาชีพ เพราะต้นไม้ที่ปลูกจะมาจากความต้องการของชุมชนเป็นหลัก ที่สำคัญ ตอนนี้เรากำลังหาตัวบ่งชี้ (indicator) มาวัด เพราะอนาคตเราจะนำนวัตกรรมมาใช้ เรามี SE innovation ที่เขานำตะปูยิงเข้าไปที่ต้นไม้แต่ละต้น

“ดังนั้นพอต้นไม้โต ตะปูจะฝังไปกับต้นไม้ และจะส่งข้อมูลเอไอเข้ามาในระบบตรวจสอบทางคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินสภาพของต้นไม้ว่าสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าไม่สมบูรณ์เราจะปลูกทดแทน ขณะเดียวกัน ก็ยังรายงานสภาพป่าโดยรวมว่าเป็นอย่างไรบ้าง เครื่องมือดังกล่าวนี้ใน สปป.ลาว, กัมพูชาทำมาก่อนเรา เพราะมีพวกยุโรปเขามาทำโปรเจ็กต์ให้กับประเทศเหล่านี้ แต่ของเรากำลังจะให้คนรุ่นใหม่ที่ทำ SE innovation เป็นคนทำ ดิฉันคิดว่าไม่นานเทคโนโลยีน่าจะนำไปใช้กับผืนป่าชุมชนที่เราปลูกได้”

เพราะดั่งที่บอกโครงการ “Climate Change Climate Care Collaboration : รวมพลังบวกกู้วิกฤตโลกร้อน” ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนบนโลกใบนี้ ดังนั้นการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯออกมาทำเรื่องพวกนี้ จึงอยากเชิญชวน บจ.และภาคธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงภาครัฐและภาคประชาชนมาร่วมมือกันสร้างโลกของเราให้กลับมาสวยงามดุจดังเดิม

จึงนับเป็นโครงการที่น่าสนใจทีเดียว